TO HOME PAGE

 

TO SEE THIS ARTICLE IN ENGLISH GO TO THIS PAGE:

http://www.911thology.com/nexus1.html

 

TO SEE THIS ARTICLE IN ARABIC GO TO THIS PAGE:

http://www.911thology-arabic.com/nexus1.html

 

11 กันยายน - ความจริงที่สาม

 

 

 

 

 

 “…หากคุณโกหกคำโตและโกหกซ้ำแล้วซ้ำอีก ประชาชนจะเชื่อว่าจริง คุณต้องโกหกต่ออีกสักระยะ เพื่อปิดหูปิดตาประชาชนจากผลของการโกหก ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และ/หรือการทหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของรัฐบาลที่จะใช้อำนาจที่มีทุกอย่างกลบเกลื่อนความจริงไว้ เพราะความจริงเป็นศัตรูของคำโกหก หรือถ้าจะขยายความออกไป ความจริงคือศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาล”

 

- โจเซฟ เกิบเบลส์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการในนาซีเยอรมนี ช่วงปี 2476 ถึง 2488 (1933 ถึง 1945)

 

 

“…สังคมเชื่อมั่นว่า พี่ใหญ่มีอำนาจทุกอย่าง และพรรคจะไม่ล้มเหลว แต่เพราะในความเป็นจริงคือพี่ใหญ่ไม่ได้มีอำนาจทุกอย่าง และพรรคก็ไม่ใช่จะไม่มีวันล้มเหลว จึงจำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่นตลอดเวลาเพื่อจัดการกับความจริง คำหลักในที่นี้คือ “ดำขาว” เช่นเดียวกับคำภาษาใหม่อีกมากมาย คำนี้มีความหมายตรงกันข้าม เมื่อใช้กับฝ่ายตรงข้ามจะหมายถึงความเคยชินในการอ้างว่าดำเป็นขาวซึ่งตรงข้ามกับเรื่องจริง เมื่อใช้กับสมาชิกพรรคการเมืองจะหมายถึงความเต็มใจที่จะพูดว่าดำเป็นขาวเมื่อระเบียบของพรรคต้องการแบบนั้น และยังหมายถึงความสามารถในการเชื่อว่าดำเป็นขาว และเพื่อให้รับรู้ว่าสีดำเป็นขาว และให้ลืมไปว่ามีคนเคยเชื่อสิ่งที่ตรงข้ามกัน เรื่องนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอดีต ต้องทำให้เกิดขึ้นด้วยระบบความคิดที่นำไปใช้กับส่วนที่เหลือ และตามคำภาษาใหม่ว่า “การคิดซ้อน” การเปลี่ยนแปลงอดีตเป็นสิ่งจำเป็นด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือเพื่อเสริมให้สมบูรณ์ และข้อที่สองคือเพื่อป้องกัน…”.

 

- จอร์จ ออร์เวลล์ “หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่”

 

 

“…เราต้องพูดความจริงถึงสิ่งน่ากลัว เราต้องไม่ทนกับทฤษฎีสมคบคิดที่รุนแรงจากการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน การใส่ร้ายที่ต้องการเบี่ยงเบนการประณามไปจากผู้ก่อการร้าย พวกเขาเองจากความผิดนั้น…”

 

-        ความเห็นของประธานาธิบดี จี. ดับเบิ้ลยู. บุช ในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นิวยอร์ค วันที่ 10 พฤศจิกายน 2544 (2001) เวลา 9:38 น. เวลามาตรฐานตะวันออก

-         

 

 

ใช่ เราต้องทำ ท่านบุช เราต้องเลิกทนกับทฤษฎีสมคบคิดที่รุนแรงตั้งแต่ตอนนี้…

 

เราต้องเริ่มจากทฤษฎีสมคบคิด 9/11 ที่รุนแรงที่สุด – เริ่มจากที่ระบุว่าเชื้อเพลิงเครื่องบินน้ำมันเชื้อเพลิง”) สามารถ “หลอมละลาย” โครงสร้างเหล็กจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นฝุ่นผงละเอียดในทันที และจุดเกิดเหตุก็ได้รับการเรียกชื่อแปลก ๆ ว่า “ground zero”…

 

11. September: Die dritte Wahrheit

11 กันยายน - ความจริงที่สาม

(ฉบับภาษาไทย)

 

ตีพิมพ์ในนิตยสารเน็กซุส ฉบับเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2553 (2010) ของประเทศเยอรมนี:

http://www.nexus-magazin.de/ausgaben/nexus-magazin-31-oktober-november-2010

หน้า 2, 32-49

 

 

 

    
คำแปลภาษาอังกฤษของบทความนี้พิมพ์ขึ้นโดยได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการเน็กซุสและผู้เขียน ดมิทรี เอ. คาเลซอฟ

 

การแจ้งเรื่องลิขสิทธิ์:

อนุญาตให้มีการตีพิมพ์บทความนี้ได้ทุกภาษาโดยเสรี แต่ห้ามเปลี่ยนแปลงความหมายใด ๆ ในบทความนี้ และจะต้องระบุแหล่งที่มาของข้อมูล ชื่อผู้เขียน และชื่อนิตยสารเน็กซุส รวมทั้งระบุลิงค์เพิ่มเติมและข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ “ตามต้นฉบับ” ไว้ตอนท้ายบทความ

 

บทความที่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาอาหรับในรูปแบบ HTML, MS Word และ PDF สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์ต่อไปนี้:

 

 

http://www.911thology.com/nexus1.html

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_English.doc 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_English.pdf

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_English_pictures_used.zip

 

http://www.911thology-arabic.com/nexus1.html

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Arabic.doc

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Arabic.pdf

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Arabic_pictures_used.zip

 

http://www.911thology-thai.com/nexus1.html 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Thai.doc

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Thai.pdf

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Thai_pictures_used.zip

 

 

 

ความจริงที่สามเรื่องวันที่ 11 กันยายน

เรื่องราวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับวันที่ 11 กันยายนดูเหมือนจะเต็มไปด้วยคำโกหกหลอกลวงที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อตามนั้น ความจริงแล้วเกิดอะไรขึ้น?

 

การเปิดเผยข้อมูลใหม่จากอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองนิวเคลียร์ของรัสเซียนั้นสร้างความตกใจแม้แต่กับผู้ที่คิดว่าเข้าใจความจริงเบื้องหลังดีแล้ว

 

 

 

 

ดิมิตริ เอ. คาลิซอฟ

 

ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มได้อย่างไร? การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดนิวเคลียร์สร้างความตกใจให้กับพวกเราทุกคน

 

เมื่อผู้คนเห็นเครื่องบินสองลำชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์คและตึกแฝดถล่มลงฝุ่นควันคละคลุ้งในเหตุการณ์ 11 กันยายน ทำให้ทุกคนตกตะลึงกับเหตุการณ์จนไม่ได้พิจารณาอย่างละเอียด ต่อมาผู้คนจึงเริ่มเกิดความสงสัยว่าเครื่องบินอลูมิเนียมที่กลวงนั้นสามารถเจาะทะลุตึกโลหะหนาและเชื้อเพลิงเครื่องบินนั้นสามารถ “ละลาย” ตึกโลหะจนกลายเป็นฝุ่นผงละเอียดได้…

 

 

ไม่นานนักความสงสัยนั้นก็หายไป การถล่มของตึกแฝดไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินหรือการที่เครื่องบินเกิดไฟลุกไหม้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความคิดของชาวอเมริกันหลายล้านคนที่ไม่พอใจกับผลสรุปการถล่มของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 6 ปีก่อน เมื่อความตกตะลึงจากเหตุการณ์ 11 กันยายน จางหายไป ผู้คนมากมายเริ่มมองเห็นความขัดแย้งหลายอย่างในผลสรุปอย่างเป็นทางการ

 

ประการแรก สิ่งที่น่าสนใจคือลำดับที่ตึกแฝดถล่มนั้นไม่สอดคล้องกับลำดับที่ตึกถูกเครื่องบินชน ตึกทิศใต้ซึ่งถูกชนทีหลังกลับถล่มก่อน และตึกทิศเหนือที่ถูกชนก่อนกลับถล่มทีหลัง ซึ่งหมายความว่า “ไฟ” ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 42 นาที “เพื่อถล่ม” ตึกแรกและเพียงแค่ 56 นาที “เพื่อถล่ม” ตึกที่สอง โดยที่ไฟในทั้งสองตึกเกิดจากน้ำมันในปริมาณใกล้เคียงกันและเป็นตึกแฝด (โดยมีความแข็งแรงเหมือนกันทุกอย่าง) ซึ่งเป็นสิ่งชี้ชัดอย่างแรกว่าการถล่มนั้นไม่เกี่ยวกับไฟไหม้ ประการต่อมาคือนักวิจัย 11 กันยายน เริ่มตระหนักว่าตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 (ตึกสูงระฟ้า 47 ชั้นโครงเหล็กสมัยใหม่ที่แข็งแรงมาก) ได้ถล่มลงในลักษณะเดียวกันเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันโดยไม่ถูกเครื่องบินชน หากการถล่มของตึกแฝดจะกล่าวโทษน้ำมันที่อยู่ใน “เครื่องบิน” การถล่มของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ก็ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งในรายงานอย่างเป็นทางการของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายน นั้นไม่กล่าวถึงการถล่มของตึก 7 แม้แต่น้อย เสมือนหนึ่งว่าการถล่มของตึกสูงระฟ้าที่ทันสมัย 47 ชั้นนั้นไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง เมื่อเปรียบเทียบทั้งสามเหตุการณ์และสิ่งผิดปกติหลายอย่างในการที่ตึกถล่มทำให้นักวิจัยเหตุการณ์ 11 กันยายน เล็งเห็นว่าถูกทางการหลอกและการถล่มของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั้นไม่เกี่ยวกับน้ำมันหรือ “เครื่องบิน” เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบิน การถล่มของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ในช่วงบ่ายวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องบินของผู้ก่อการร้ายนั้นเกินความจำเป็น และตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็จะต้องถล่มไม่ว่าจะมี “เครื่องบิน” หรือไม่ก็ตาม มีใครบางคนต้องการให้ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มจึงทำให้เกิดการถล่ม จากประเด็นนี้จึงเริ่มมี “การตามล่าหาความจริง 11 กันยายน”

 

 

จากนั้นผู้คนเริ่มกล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯว่าจงใจทำลายตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “การระเบิดภายใต้การควบคุม” มีผู้คนในสหรัฐจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวหารัฐบาลของตนว่าเป็นผู้ร้ายอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน และสุดท้ายพลเมืองสหรัฐฯมากกว่า 65% ก็ไม่เชื่อคำอธิบายจากทางการเรื่องเหตุการณ์โจมตี 11 กันยายน และการถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อันที่จริงทุกคนที่ดูข่าว 11 กันยายน ด้วยความสนใจอาจจำภาพเหตุการณ์ที่กล่าวถึง “ระเบิดครั้งที่สาม” ได้

 

 

 

 

ข้อความหน้าจอ:  ข่าวด่วน

ระเบิดครั้งที่สามทำให้ตึกเวิลด์เทรด

เซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์คแตกเป็นเสี่ย

 

 

 

 

ข้อความหน้าจอ:  ข่าวด่วน

ระเบิดครั้งที่สามทำให้ตึกเวิลด์เทรด

เซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์คถล่ม

 

 

 

 

 วิดีโอ - ลิงค์ YouTube:   http://www.youtube.com/watch?v=7oZ1h8mYwbw

 

VIDEO 1:

 

 

 

และนี่คือ – ไฟล์วิดีโอโดยซีเอ็นเอ็น ซึ่งมีข้อความแสดงว่าเป็น “ระเบิดครั้งที่สาม” ซึ่งทำให้ตึก “แตกเป็นเสี่ยง” ครั้งแรก หลังจากนั้นตึกทิศใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จึง “ถล่มลง” ตอนนั้นตึกทิศเหนือ (ตึกที่มีเสาอากาศ) ยังไม่ถล่ม แต่จะถล่มหลังจากนั้นใน “ระเบิดครั้งที่สี่” ตอนนั้นซีเอ็นเอ็นถูกตำหนิอย่างรุนแรงจาก “บางคน” และสั่งห้ามไม่ให้ใช้คำว่า “ระเบิด” อีก ตึกแฝดของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จะต้องถูกประกาศว่า “พังทลายด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง” และตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 (ซึ่งไม่ได้ถูกเครื่องบินชนจาก “ผู้ก่อการร้าย”) “พังทลายด้วยน้ำมันดีเซล” (เนื่องจากมีสต็อกน้ำมันดีเซลเก็บไว้ในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 เพื่อใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน)

 

 

คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่เห็นด้วยกับทฤษฎี “น้ำมันเชื้อเพลิง” ได้กล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯว่าจงใจทำลายตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่อย่างไรก็ดีคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการรื้อถอนและการก่อสร้างตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ดีนัก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเกิด “ทฤษฎีสมคบคิด” ขึ้นมาที่มีตั้งแต่จากคำกล่าวอ้างที่ว่าตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูก “ต่อสายระเบิด” ไปจนถึงคำกล่าวอ้างที่ว่าถูกทำลายด้วย “นาโน-เทอร์ไมท์” (สสารที่เป็นความลับจนถึงปัจจุบัน) ซึ่ง “ใช้เคลือบ” โลหะทุกชิ้นของโครงสร้างรับแรงของตึกแฝด อีกทั้งยังมีทฤษฎีสมคบคิดที่แปลกมากไปกว่านั้นที่โทษว่าตึกแฝดถล่มลงด้วย “อาวุธไฮเทค” เช่น แสงเลเซอร์ที่มาจากอวกาศ เป็นต้น แน่นอนว่าไม่มีนักทฤษฎีคนไหนเห็นพ้องต้องกัน พวกเขาไม่เพียงแต่กล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯว่าเป็นผู้ร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน แต่ยังกล่าวหากันเองอีกว่า “ปั้นน้ำเป็นตัว” อย่างไรก็ดี ประเด็นคือนักทฤษฎีเหล่านี้ไม่รู้ว่าความจริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และสิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด

 

 

ผู้เขียนบทความนี้พยายามที่จะนำเสนอสิ่งที่แตกต่างออกไปให้กับผู้อ่าน โดยแทนที่จะนำเสนอ “ทฤษฎีสมคบคิด” เพิ่มขึ้นใหม่ แต่ผู้เขียนได้นำเสนอความเห็นแบบผู้เชี่ยวชาญรวมถึงคำให้การของประจักษ์พยานทั้งหลาย อีกทั้งจากประสบการณ์และความรู้ของผู้เขียนที่ได้จากกองทัพโซเวียต โดยวิธีนี้ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะได้รับคำอธิบายที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับการทำลายล้างตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ซึ่งอาจพบในฟอรั่มแลกเปลี่ยนความเห็นทางอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิด 11 กันยายน

 

 

Ground Zero และ ground zero

 

ก่อนอื่นผมต้องกล่าวย้อนไปว่าจุดที่เคยเป็นที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์คนั้นเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Ground Zero” ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าคำว่า “ground zero” หมายความว่าอย่างไรและมีความสำคัญอย่างไร โดยคิดว่า “Ground Zero” เป็นคำวิสามานยนามเหมือนชื่อเมืองหรือชื่อเรือ แต่อย่างไรก็ดี ในวันนี้มีคนจำนวนไม่มากที่จำได้ว่า “ground zero” ที่นำมาเรียกจุดที่เคยเป็นที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั้นเร็วเกินไปที่จะเป็น “คำวิสามานยนาม” โดยแทบจะทันทีหลังจากตึกแฝดนั้นถล่มลง (เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ถล่ม) คือก่อนเที่ยงของวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001) เจ้าหน้าที่แทบทุกคนและผู้สื่อข่าวบางคนเริ่มเรียกพื้นที่นั้นว่า “ground zero” ข่าวที่ตีพิมพ์ในวันรุ่งขึ้นก็เรียกจุดที่เคยเป็นที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ว่า “ground zero” และคำนี้ก็สะกดด้วยตัวพิมพ์เล็ก การใช้คำว่า “ground zero” เรียกจุดที่เคยเป็นที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มีต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 12 กันยายน 2544 (2001) แต่สำนักข่าวบางแห่งก็ยังคงใช้คำว่า “ground zero” ด้วยตัวพิมพ์เล็กหลังจากวันที่ 13 กันยายน 2544 (2001) โดยหลังจากนั้นอาจมีผู้พบเห็นข้อผิดพลาด คำนี้จึงถูกปรับสถานะให้สะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่เป็น “Ground Zero” และด้วยเหตุนั้นสุดท้ายจึงกลายเป็นคำวิสามานยนาม แต่คำว่า “ground zero” ที่สะกดด้วยตัวพิมพ์เล็กนั้นยังไม่ถือเป็นคำวิสามานยนามใช่หรือไม่?

 

 

ทำไมจึงใช้คำที่มีความหมายแปลกเพื่อเรียกจุดที่ตั้งตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์หลังจากตึกถล่มแทบจะในทันที? หรือเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความสับสนในเหตุการณ์ 11 กันยายน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน? ผมขอตอบว่า “ใช่” มาจากความผิดพลาดที่เกิดจากความสับสน แต่ไม่ใช่ความผิดพลาดในลักษณะที่เลือกใช้คำผิดเพื่อเรียกจุดที่ตั้งตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่เป็นเพราะเวลานั้นกะทันหันเกินไปที่จะคิดหาชื่อที่เหมาะสม อันที่จริงผู้เชี่ยวชาญป้องกันภัยพลเรือนนั้นใช้คำถูกต้องแล้วเมื่อระบุพื้นที่เป็น “ground zero” และการระบุคำนั้นไม่ใช่เรื่องผิดพลาด เพราะเป็น “ground zero” ในความหมายที่ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนนั้นเข้าใจ แต่เป็นความผิดพลาดเมื่อคำว่า “ground zero” รั่วไปถึงนักข่าวโดยไม่ได้ตั้งใจจนกระจายไปยังสาธารณชนทั่วไป หลังจากนั้นแล้วก็สายเกินไปที่จะหยุดคำที่ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนระบุไว้ และเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่” และเปลี่ยนการระบุคำของฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนให้เป็นวิสามานยนาม

 

 

ผมขอยกคำกล่าวของวีรบุรุษท่านหนึ่งในเหตุการณ์ 11 กันยายน เจ้าหน้าที่สืบสวนชื่อจอห์น วัลคอตต์ ผู้ปรากฏตัวใน “Ground Zero” ซึ่งทุ่มเทเวลาไปอย่างมากเพื่อทำความสะอาดเศษอิฐปูนในพื้นที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จอห์นใช้เวลาอยู่ในพื้นที่จนเป็นโรคแปลกคือมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในระยะสุดท้าย คำกล่าวเพียงสองวรรคนี้มาจากบทความที่น่ากลัวชื่อ “ความตายจากฝุ่น”[[i]] ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวแปลก ๆ ที่ “ไม่สามารถอธิบายได้” ซึ่งผู้อ่านจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจประเด็นหลักในบทความนี้ทั้งเรื่องฝุ่นและกัมมันตภาพรังสี

 

 

“...เนื่องจากวัลคอตต์นั้นเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนและใช้เวลากว่าห้าเดือนในการทำงานไม่เพียงแค่ที่ Ground Zero แต่รวมทั้งที่พื้นที่ทิ้งขยะเฟรชคิลส์ด้วย วัลคอตต์สำลักหายใจไม่ออกในสภาพอากาศของพื้นที่โลเวอร์ แมนฮัตตัน วัลคอตต์หวาดกลัวพื้นที่ทิ้งขยะสเตเท็น ไอส์แลนด์ วัลคอตต์เห็นทุกอย่างในตึกที่ถล่ม ไม่ว่าโต๊ะ ไฟ คอมพิวเตอร์ แต่นอกจากคานเหล็กแล้ว เศษอิฐหินที่วัลคอตต์คัดแยกนั้นมีแต่ผงฝุ่นละเอียด ไม่มีชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีชิ้นส่วนอุปกรณ์หลอดไฟ ไม่มีแม้กระทั่งเมาส์คอมพิวเตอร์

 

บางครั้งกลุ่มเจ้าหน้าที่สืบสวนต้องพักในเพิงไม้ที่สร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อที่จะหนีจากสิ่งที่วัลคอตต์เรียกว่า “อากาศพิษที่หลอน” วันหนึ่งวัลคอตต์กำลังนั่งกินขนมและดื่มน้ำอัดลมอยู่ในเพิงไม้กับเพื่อนร่วมงานเมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับเอฟบีไอเข้ามาโดยที่สวมชุดป้องกันสารเคมีอย่างเต็มรูปแบบและมีหน้ากากคลุมทั้งศีรษะที่ปิดให้แน่นหนาด้วยเทปกาวเพื่อป้องกันฝุ่นควัน ทั้งๆที่วัลคอตต์อยู่ในพื้นที่ แต่ก็ดูขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับเอฟบีไอที่สวมใส่ชุดป้องกันเป็นอย่างดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์คที่ใส่หน้ากากป้องกันสารพิษทำให้เกิดความคิดแว่บหนึ่งขึ้นมาว่า มีอะไรแปลก ๆ ในภาพนี้?[[ii]]...”

 

 

ใช่แล้ว คุณวัลคอตต์ มีอะไรบางอย่างที่แปลกมากในภาพนั้น...


เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับเอฟบีไอซึ่งไม่อายที่ต้องสวมใส่ชุดป้องกันสารเคมีอย่างเต็มรูปแบบพร้อมทั้งปิดด้วยเทปกาวอย่างแน่นหนาต่อหน้า “บุคคลธรรมดา” ที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใด ๆ นั้นรู้ข้อมูลความจริง ซึ่งทำให้ตอนนี้เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับนั้นไม่ต้องเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือโรคมะเร็งอื่นใดในระยะสุดท้าย เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับจะมีชีวิตอยู่ได้นานต่อไปแม้ว่าจะเข้าไปในพื้นที่ “Ground Zero” ในช่วงสั้น ๆ

 


หากเปิดพจนานุกรมดูความหมาย ท่านจะไม่มีคำถามนั้นเหมือนวัลคอตต์และจะเข้าใจทันทีว่ามีอะไรผิดปกติกับ “Ground Zero”

 

 

ground zero จุดบนพื้นดินแนวดิ่งใต้หรือเหนือจุดระเบิดของระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์ความร้อน

 

ความหมายทั้งหมดที่เป็นไปได้ของ “ground zero” ตามที่ได้ให้ไว้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษของเว็บสเตอร์ (ฉบับสมบูรณ์ 1999 ISBN 1-888777796) หน้า 559

 

 

สังเกตว่าในที่สุดนายจอห์น วัลคอตต์ก็สามารถรอดชีวิตมาได้ต่างจากเพื่อนร่วมงานของเขาหลายคนที่เคยทำงานที่ “Ground Zero” และโชคดีน้อยกว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม 2550 (2007) มีการกล่าวถึงอย่างสั้นๆในข่าวทางอินเตอร์เน็ตบางชิ้น[[iii]]ว่า จอห์น วัลคอตต์ ได้รับการผ่าตัดที่แปลกที่สุด (และเจ็บปวดมากที่สุด) คือ การปลูกถ่ายไขกระดูก จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อีก (โดยยากดระบบภูมิต้านทานโรค ซึ่งป้องกันการต่อต้านการปลูกถ่าย และเขาไม่มีโอกาสออกจากบ้านเนื่องจากว่าระบบภูมิคุ้มกันของเขาไม่มีแล้วและการติดเชื้อใดๆก็ตามแม้เพียงนิดเดียวสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่าย)

 

ผมขออธิบายสำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูก” คืออะไร การปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับกัมมันตภาพรังสีในปริมาณมากไม่ว่าจะเป็นแบบที่ทะลุทะลวงโดยตรงหรือจากที่ตกค้างอยู่รอบตัว(หรือทั้งสองอย่าง) และผู้ที่มีไขกระดูก(ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตเม็ดเลือดขึ้นใหม่) ซึ่งถูกทำลายจากรังสีเหล่านั้น คุณสมบัติที่น่ากลัวของกัมมันตภาพรังสี คือ มันสามารถทำลายเซลล์ไขกระดูกได้รุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับเซลล์อื่นๆของร่างกายมนุษย์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเหยื่อส่วนใหญ่ของกัมมันตภาพรังสีจะป่วยเป็นโรงมะเร็งเม็ดเลือดขาว ยิ่งรังสีเข้มข้นเท่าไหร่ ปริมาณไขกระดูกที่ถูกทำลายก็จะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นรังสีเข้มข้นกว่าก็หมายถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เห็นได้ชัดว่าจอห์น วัลคอตต์ต้องทนทุกข์กับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่รุนแรงที่สุด เนื่องจากก่อนเข้ารับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเขามีชีวิตอยู่ได้ด้วยการรับเลือดของผู้บริจาค เพราะว่าเม็ดเลือดของเขาไม่มีการผลิตขึ้นมาอีกแล้ว

 

นอกจากการฆ่าหรือการทำลายไขกระดูกอย่างรุนแรงแล้ว กัมมันตภาพรังสียังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งหลายชนิดซึ่งมีผลต่อร่างกายมนุษย์หรือแม้กระทั่งบางส่วนในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีผู้ได้รับละอองของรังสีเข้าไปจากการหายใจหรือการรับประทาน อย่างไรก็ตามเป็นการง่ายมากที่แพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ไม่ซื่อสัตย์จะให้ “คำอธิบาย” ที่เสมือนจริงเกี่ยวกับโรคมะเร็งเหล่านี้ พวกเขาสามารถอ้างได้ว่ามันเกิดจาก ”แร่ใยหิน” “ควันพิษ” “ฝุ่นละอองพิษ” และอื่นๆ แต่เมื่อมาถึงเรื่องการทำลายไขสันหลังผู้หลอกลวงเหล่านี้ก็ถูกจับได้ การทำลายไขกระดูกสามารถเกิดขึ้นได้จากกัมมันตภาพรังสีเท่านั้น

 

ดังนั้นจึงเข้าใจได้ชัดเจนว่าทำไมเจ้าหน้าที่เอฟบีไอเหล่านั้นถึงใส่ชุดป้องกันสารเคมีพร้อมด้วยหน้ากากที่ปิดด้วยเทปกาว “เพื่อที่จะป้องกันควันพิษ” ขณะที่ไปยัง “Ground Zero” พวกเขาไม่อยากป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือแม้กระทั่งมะเร็งอื่นๆ ดังนั้นเมื่อพวกเขาปกปิดหน้ากากเพิ่มด้วยเทปกาว พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะป้องกันควันพิษเหมือนอย่างที่จอห์น วัลคอตต์เชื่อ แต่เพื่อป้องกันจากละอองกัมมันตภาพรังสีในอากาศและโดยเฉพาะอย่างยิ่งไอรังสีซึ่งพวกเขาไม่อยากจะสูดดมหรือรับประทานเข้าไป

 

 

อาสาสมัครที่ “ground zero” ในซากตึกแฝดและไอระเหยกัมมันตภาพรังสีที่มาจากใต้ซากตึก – รูปถ่ายหลังเกิดเหตุการณ์ประมาณห้าสัปดาห์

 

 

ผมเดาว่าผู้อ่านบางท่านอาจจะตกใจเกี่ยวกับการเปิดเผยนี้และอาจจะไม่เชื่อผม กำลังคิดว่าผมกำลังเพียงแค่คาดเดาจากความจริงที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อย่างไรก็ตามเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นของจอห์น วัลคอตต์และเจ้าหน้าที่เอฟบีไอซึ่งสวมชุดป้องกันสารเคมีที่ “Ground Zero” ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผมเป็นการส่วนตัว มันปรากฎอยู่บนอินเตอร์เน็ต เหมือนกับเป็นความจริงที่เป็นอิสระจากผู้เขียนบทความนี้ ปรากฎอยู่อย่างเป็นอิสระเหมือนกับที่มีคำจำกัดความทางกฎหมายของ “Ground Zero” ที่เคยมีก่อนเหตุการณ์ 11 กันยาดังนี้ 

 

 

 

 

“ground’ ze’ro” – จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำทั้งที่อยู่ข้างใต้หรือเหนือขึ้นไป หรือเป็นที่ซึ่งระเบิดปรมาณูหรือระเบิดไฮโดรเจนระเบิด

พจนานุกรม-สารานุกรมภาษาอังกฤษของเว็บสเตอร์ฉบับสมบูรณ์ (ฉบับปี 2532 (1989) พิมพ์เมื่อปี 2537 (1994) ISBN 0-51711888-2)

 

 

 

“ground zero” = จุดบนพื้นตรงที่อยู่ใต้การระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์

พจนานุกรมศัพท์ทางการทหาร (สำนักพิมพ์ปีเตอร์ คอลลินส์ 2542 (1999) ISBN 1-901659-24-0)

 

 

 

“ground zero” สถานที่ซึ่งระเบิดนิวเคลียร์ระเบิด ที่ซึ่งเกิดความเสียหายรุนแรงที่สุด

พจนานุกรมลองแมนอเมริกัน (ฉบับใหม่ ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2543 (2000) ISBN 0 582 31732 0)

 

 

 

“ground zero” คำนาม 1 [มักจะเป็นรูปเอกพจน์] สถานที่เฉพาะซึ่งระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดขึ้น : การระเบิดสามารถรับรู้ได้ห่างไป 30 ไมล์จาก ground zero 2 พื้นที่ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เดิมในนครนิวยอร์ค ซึ่งถูกทำลายในการโจมตีวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001)

พจนานุกรมเคมบริดจ์สำหรับผู้เรียนระดับสูง พิมพ์ครั้งที่ 2 (พิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 2549 (2006) ISBN-13 978-0-521-60499-4 นี่คือฉบับหลังเหตุการณ์ 11 กันยา ซึ่งหาได้ทั่วไป)

 

 

คำจำกัดความที่สมบูรณ์ของ “ground zero” ที่กล่าวมาด้านบนนั้น คือ คำจำกัดความทิ่สามารถอธิบายและมีความเหมาะสมกับความหมายของคำ ถ้าท่านไม่เชื่อสายตาของตัวเองและอยากจะวิ่งไปยังร้านหนังสือที่ใกล้ที่สุดเพื่อซื้อพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ท่านไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เมื่อไปถึงร้านท่านจะแปลกใจมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีทางที่ท่านจะเจอพจนานุกรมเล่มไหนที่บรรจุคำจำกัดความดั้งเดิมของคำแปลกประหลาดคำนี้ พจนานุกรมที่ตีพิมพ์ขึ้นก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายนเช่นที่หยิบยกมาด้านบนเหล่านั้นซึ่งบรรจุเพียงความหมายแท้จริงความหมายเดียวของคำว่า “ground zero” ถูกย้ายออกไปจากชั้นหนังสือและแทนที่ด้วยเล่มที่ใหม่กว่านานแล้ว น่าเสียดายที่ภาษาอังกฤษจริงๆนั้นต้องกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อรายแรกๆของการก่ออาชญากรรม 11 กันยายน

 

รูปถ่ายพจนานุกรมด้านล่างไม่มีแสดงอยู่ในต้นฉบับบทความนี้ในนิตยสารเน็กซุส แต่ผมตัดสินใจเพิ่มไว้ในบทความทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากมีคำอธิบายชัดเจน

 

รูปถ่ายพจนานุกรมต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบพจนานุกรมต่าง ๆ ของสำนักพิมพ์เดียวกันซึ่งตีพิมพ์ก่อนและหลังจากที่ “ground zero” ใช้สื่อความหมายถึงจุดที่มีการระเบิดนิวเคลียร์ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ขอยกตัวอย่างพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทยก่อนเหตุการณ์ 9/11:

 

 

 

 

 

ด้านบนซ้าย - พจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทย เดอะ เนชั่นส์ โมสท์ เอ็นทรีส์ นิว ไลบรารี่ 2537 (1994)

 

ด้านบนขวา - พจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทยฉบับใหม่ 2539 (1996)

 

 

และการแสดงความหมายของ “ground zero” ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทยหลังเหตุการณ์ 9/11 (พจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทยและไทย-อังกฤษของนิวซีเอ็ด ปี 2551 (2008):

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ground zero . จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำที่เป็นตำแหน่งที่ระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดหรือจุดที่อยู่ข้างบนหรือข้างใต้

 

ground zero 1 จุดที่มีระเบิดนิวเคลียร์ จุดบนพื้นผิวดินหรือ น้ำที่เป็นตำแหน่งที่ระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดหรือจุดที่อยู่ข้างบน หรือข้างใต้ 2 จุดโฟกัสหรือจุดศูนย์กลางการดำเนินการใดๆ ประเทศที่เสียหายเพราะสงครามเป็น ground zero ของเครือข่าย ผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ 3 ระดับพื้นฐาน ระดับพื้นฐานหรือ จุดเริ่มต้นดำเนินการ โปรแกรมการเรียนจาก ground zero

 

ด้านบน – พจนานุกรม “เอ็นคาร์ตา” โดยไมโครซอฟท์ – ฉบับปี 2542 (1999) และ 2544 (2001)

 

 

 

 

 

 

ground zero จุดบนพื้นดินใต้ระเบิดนิวเคลียร์ในอากาศ

 

ground zero น จุดบนพื้นดินใต้ระเบิดนิวเคลียร์ในอากาศ จุดเริ่มต้นใหม่

 

ด้านบน – พจนานุกรมแชมเบอร์ส – ฉบับปี 2541 (1998) และ 2549 (2006)

 

 

 

 

 

 

ground zero จุดบนพื้นผิวดินที่อยู่บนหรือเหนือตำแหน่งที่เกิดระเบิดนิวเคลียร์

 

ground zero 1. จุดบนพื้นผิวดินที่อยู่บนหรือเหนือตำแหน่งที่เกิดระเบิดนิวเคลียร์ 2. บริเวณที่ถูกโจมตีในเหตุการณ์ 9/11 ในนครนิวยอร์ค 3. จุดศูนย์กลางเหตุการณ์สำคัญ

 

ด้านบน – พจนานุกรม นิวอเมริกันเว็บสเตอร์แฮนดี้คอลเล็จ ฉบับปี 2538 (1995) และ 2549 (2006)

 

 

 

 

 

 

 

ground zero คำนาม จุดบนพื้นผิวดินที่อยู่ใต้ตำแหน่งที่เกิดระเบิดนิวเคลียร์ หรือศูนย์กลางปล่องหากเกิดระเบิดบนพื้นดิน หรือเรียกอีกคำหนึ่งว่า surface zero

 

ground zero คำนาม 1. เรียกอีกคำหนึ่งว่า surface zero จุดบนพื้นผิวดินที่อยู่ใต้ตำแหน่งที่เกิดระเบิดนิวเคลียร์ หรือศูนย์กลางปล่องหากเกิดระเบิดบนพื้นดิน 2. เป้าหมายของจรวดมิสไซล์ ระเบิด ฯลฯ 3. จุดเริ่มต้นหรือพื้นฐาน: เมื่อฉันกลับไปเรียนภาษาอิตาเลียนอีกครั้ง ฉันต้องเริ่มจากพื้นฐาน (ground zero) Ground Zero คำนาม พื้นที่ในนครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกทำลายจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544                                                                                  

 

ด้านบน – พจนานุกรมแม็คควอรี (ภาษาอังกฤษออสเตรเลีย) – ฉบับปี 2544 (2001) และ 2548 (2005)

 

 

 

 

 

 

 

 

ground zero จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำในตำแหน่งหรืออยู่บนหรือใต้ศูนย์กลางระเบิดนิวเคลียร์

 

ground zero คำนาม [นับไม่ได้] 1 สถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากถูกฆ่าหรือเกิดความเสียหายใหญ่หลวง โดยเฉพาะจากระเบิดนิวเคลียร์ 2 สถานที่ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือรุนแรง

 

ด้านบน – พจนานุกรมแม็คมิลแลนฉบับปี 2530 (1987) และพจนานุกรมแม็คมิลแลนเอสเซนเชียลสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษฉบับปี 2546 (2003) (พจนานุกรมเล่มที่สองของฉบับปี 2546 (2003) มีขนาดเล็กกว่าซึ่งมีคำศัพท์และความหมายน้อยกว่าเล่มแรกในฉบับปี 2530 (1987) แต่ “ground zero” กลับมีความหมาย “กว้างกว่า” ในเล่มที่สอง)

 

 

 

 

 

 

 

 

ground zero จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำที่อยู่ข้างใต้ ข้างบน หรือตำแหน่งที่เกิดระเบิดปรมาณูหรือไฮโดรเจน

 

ground zero 1. จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำที่อยู่ข้างใต้ ข้างบน หรือตำแหน่งที่เกิดระเบิดปรมาณูหรือไฮโดรเจน 2. ไม่เป็นทางการ ระดับเริ่มต้นหรือพื้นฐาน: นักเรียนบางคนเริ่มต้นจากพื้นฐาน (ground zero) [1945-50]

 

ด้านบน – พจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของแรนด้อมเฮ้าส์เว็บสเตอร์ฉบับปี 2526 (1983) และพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของแรนด้อมเฮ้าส์เว็ สเตอร์ “ฉบับวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001)” (ISBN ของพจนานุกรมเล่มที่สอง - 0-375-42566-7 – ได้สำรองในวันนั้นคือ – วันที่ 11 กันยายน 2544 (2001) – และทำให้วันที่ 9/11 กลายเป็นวันตีพิมพ์พจนานุกรมฉบับนั้นอย่างเป็นทางการ…)

 

 

 

 

 

 

 

 

ground zero จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำที่อยู่ข้างใต้ ข้างบน หรือตำแหน่งที่ระเบิดปรมาณูหรือไฮโดรเจนระเบิด    

 

ground zero 1. จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำที่อยู่ข้างใต้ ข้างบน หรือตำแหน่งที่ระเบิดปรมาณูหรือไฮโดรเจนระเบิด 2. ไม่เป็นทางการ ระดับเริ่มต้นหรือพื้นฐาน: นักเรียนบางคนเริ่มต้นจากพื้นฐาน (ground zero) [1945-50]

 

ด้านบน – พจนานุกรมเชิงสารานุกรมภาษาอังกฤษฉบับสมบูรณ์ของเว็บสเตอร์ฉบับปี 2537 (1994) และพจนานุกรมเชิงสารานุกรมภาษาอังกฤษฉบับสมบูรณ์ของเว็บสเตอร์ ฉบับนิวดีลักซ์ปี 2544 (2001) (พจนานุกรมเชิงสารานุกรมภาษาอังกฤษของเว็บสเตอร์เป็นสำเนาพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของแรนด้อม เฮ้าส์ เว็บสเตอร์ – จึงทำให้รูปถ่ายข้างต้นทั้งสองรูปดูคล้ายกัน)

 

 

 

 

 

  

 

 

ground zero คำนาม จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำตรงตำแหน่ง หรือข้างบนหรือข้างใต้ศูนย์กลางระเบิดนิวเคลียร์

 

ground zero คำนาม 1. จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำตรงตำแหน่งหรือข้างบนหรือข้างใต้ศูนย์กลางระเบิดนิวเคลียร์ 2. สถานที่เกิดเหตุการณ์ทำลายล้างยิ่งใหญ่ 3. (บางครั้งใช้ตัวพิมพ์ใหญ่) ชื่อที่ใช้กับเหตุการณ์ทำลายล้างตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ค หลังจากวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001)

 

ด้านบน – พจนานุกรมภาษาอังกฤษ คอลลินส์– ฉบับปี 2544 (2001) และ 2546 (2003)

 

 

 

 

 

 

 

ground zero คำนาม จุดบนพื้นผิวดินตรงตำแหน่ง หรือข้างใต้ หรือข้างบนศูนย์กลางระเบิดนิวเคลียร์       

 

ground zero คำนาม 1. จุดบนพื้นผิวดินตรงตำแหน่ง หรือข้างใต้ หรือข้างบนศูนย์กลางระเบิดนิวเคลียร์ 2. (มักใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ Ground Zero) จุดที่ตึกถูกทำลายล้างโดยเฉพาะตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์คซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001)

 

ด้านบน – พจนานุกรมภาษาอังกฤษ นิวเพนกวิน – ฉบับปี 2543 (2000) และ 2546 (2003)

 

              

 

 

 

 

 

 

ground zero คำนาม [นับไม่ได้] สถานที่เกิดระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งเกิดความเสียหายรุนแรง 

 

ground zero คำนาม [นับไม่ได้] 1. สถานที่เกิดระเบิดขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดความเสียหายรุนแรง 2. Ground Zero สถานที่ในนิวยอร์ค ซึ่งตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกผู้ก่อการร้ายทำลายล้างเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001)

 

ด้านบน – พจนานุกรมอเมริกันขั้นสูงของลองแมน – ฉบับปี 2543 (2000) และ 2550 (2007)

 

              

 

 

 

 

 

 

ground zero > คำนาม. จุดที่มีการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์

 

ground zero คำนาม.> 1. สถานที่เกิดเหตุการณ์ทำลายล้างอย่างรุนแรง เช่น การระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์ 2. จุดศูนย์กลางการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือรุนแรง 

 

ด้านบน – พจนานุกรมอเมริกันเฮอริเทจเดสก์ฉบับปี 2544 (2001) and 2556 (2013)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ground zero คำนาม : จุดบนพื้นผิวดินหรือน้ำที่อยู่ข้างใต้ ข้างบน หรือตรงตำแหน่งที่เกิดระเบิดปรมาณู

 

ground zero* คำนาม 1 : ศูนย์กลางจุดเกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ รวดเร็ว 2 : จุดเริ่มต้น

 

ด้านบน – พจนานุกรมขนาดใหญ่ที่สุดของ เมอร์เรียม-เว็บสเตอร์ - พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับสมบูรณ์ของเทิร์ดนิวอินเตอร์เนชั่นแนล ฉบับปี 2529 (1986) และ 2545 (2002)

 

 

 

 

 

 

 

ground zero คำนาม : จุดที่อยู่ข้างบน ข้างใต้ หรือจุดที่เกิดระเบิดนิวเคลียร์

 

ground zero คำนาม [นับไม่ได้] 1 : จุดบนพื้นผิวโลกซึ่งเกิดระเบิด 2 : จุดศูนย์กลางในพื้นที่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือรุนแรง • จุดศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงในการต่อสู้กับกฎหมายคนเข้าเมือง 3 : สภาวะเริ่มต้นหรือจุดเริ่มต้น • เราจำเป็นต้องเริ่มใหม่อีกครั้งที่จุดเริ่มต้น

 

ด้านบน – พจนานุกรมของเมอร์เรียม-เว็บสเตอร์ฉบับปี 2542 (1999) และพจนานุกรมนักเรียนของเมอร์เรียม-เว็บสเตอร์ฉบับปี 2553 (2010) (พจนานุกรมฉบับแรกไม่เคยออกใหม่ ฉบับที่สองไม่เคยตีพิมพ์จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 9/11 อย่างไรก็ดี พจนานุกรมทั้งสองฉบับก็มีระดับเท่ากัน มีจำนวนหน้า จำนวนคำ และคำจำกัดความเท่ากัน)

 

 

 

อย่าแปลกใจว่าพจนานุกรมภาษาอังกฤษเล่มใหม่ที่ตีพิมพ์หลังเหตุการณ์ 11 กันยายนส่วนใหญ่เริ่มที่จะอธิบายคำว่า “ground zero” ราวกับว่ามีความเข้าใจมากกว่าหนึ่งแบบ มีความหมายใหม่อย่างน้อย 3-5 ความหมายมาจากคำนี้ ซึ่งมีตั้งแต่คำว่า “การทำลายล้างครั้งยิ่งใหญ่”, “ความวุ่นวายครั้งยิ่งใหญ่” และ “กิจกรรมอันวุ่นวาย” ไปจนถึง “ขั้นพื้นฐาน” และ “จุดเริ่มต้น” บางคนเลือกใช้อีกวิธีหนึ่ง เช่น บรรณาธิการของพจนานุกรมภาษาอังกฤษลองแมนได้ให้ความหมาย “ground zero” ไว้ว่าเป็น “พื้นที่ซึ่งระเบิดเกิดระเบิดขึ้น” โดยมิได้ระบุเลยว่า “ระเบิด” ในที่นี้หมายถึงระเบิดนิวเคลียร์หรือระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบันพจนานุกรมเกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเล่มใหญ่หรือเล็กเริ่มที่จะรวมความหมายนี้(ที่ถูกต้องควรจะเป็น “เหล่านี้”)เข้าไปด้วย คำว่า “ground zero” เห็นได้ชัดว่าเนื่องจากมีความเฉพาะเจาะจงมากเกินก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายนปรากฎอยู่แค่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษที่ใหญ่จริงๆ เช่น พจนานุกรมเวบสเตอร์ฉบับสมบูรณ์ พจนานุกรมคอลลินส์ฉบับสมบูรณ์ พจนานุกรมอเมริกันเฮอริเทจฉบับสมบูรณ์ และที่คล้ายคลึงกัน (และในเล่มนั้นมีเพียงความหมายเดียว) คำคำนี้ไม่ปรากฎอยู่ในพจนานุกรมเล่มที่เล็กกว่าเช่นพจนานุกรมสำหรับนักเรียนและผู้เรียนขั้นสูง (ยกเว้นเพียงเล่มเดียวคือพจนานุกรมลองแมนแอดวานซ์อเมริกันที่ได้กล่าวไปแล้ว) ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “ground zero” ไม่ปรากฎในพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ดสำหรับผู้เรียนขั้นสูงทั้งฉบับที่พิมพ์ครั้งที่ 4, 5 และ6 ซึ่งตีพิมพ์ก่อนวันที่ 11 กันยายน 2001 แม้กระทั่งออกซ์ฟอร์ดฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 รุ่นพิเศษ”แบบสารานุกรม” (ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเล่มปรกติถึง 50%) ไม่ได้รวมคำจัดความใดๆของ “ground zero” ไว้เลย มีเพียงพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ดสำหรับผู้เรียนขั้นสูงฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2005 เริ่มที่จะอธิบายคำๆนี้ในที่สุด

 

 

พจนานุกรมภาษาอังกฤษแมคมิลลานสำหรับผู้เรียนขั้นสูงและพจนานุกรมภาษาอังกฤษลองแมนฉบับหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน, พจนานุกรมทุกประเภทของเมอร์เรี่ยม-เวบสเตอร์, พจนานุกรมอเมริกันเฮอริเทจเล่มใหม่และพจนานุกรมคอลลินส์ภาษาอังกฤษเล่มใหม่ส่วนใหญ่, พจนานุกรมไมโครซอฟท์เอนคาร์ตา และรวมไปถึงพจนานุกรมและสารานุกรมใหม่ๆจำนวนมากเริ่มที่จะบรรจุคำว่า “ground zero” เข้าไว้และให้คำจำกัดความในความหมายซึ่งอาจจะมีมากกว่าหนึ่งความหมายอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกันก็พยายามอย่างมากที่จะหันเหความสนใจของผู้อ่านออกจากชนิดของนิวเคลียร์ในอดีต(และนิวเคลียร์เพียงอันเดียว)ของคำนี้ อย่างไรก็ตามบรรณาธิการของพจนานุกรมเคมบริดจ์สำหรับผู้เรียนขั้นสูงที่กล่าวถึงข้างต้นควรจะได้รับการยกย่องสำหรับการไม่โกหกหลอกลวงผู้อ่านของพวกเขา พวกเขากล้าพอที่จะไม่ใส่ความหมายผิดๆของ “ground zero” ลงในพจนานุกรมฉบับหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ขัดแย้งกับพฤติกรรมของบรรณาธิการของพจนานุกรมเล่มที่เหลือซึ่งโกหกประชาชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายน มีการรายงานว่ามีความพยายามที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าคำว่า “ground zero” เคยใช้เพื่ออธิบายสถานที่แห่งนั้นมานานก่อนหน้าเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ความพยายามทางภาษาศาสตร์เกี่ยวกับ “ground zero” ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายนเหล่านี้เป็นที่เข้าใจได้จริงๆหรือ? ชื่อที่เปิดเผยแบบแปลกๆซึ่งได้รับรางวัลอย่างรีบร้อนจากผู้เชี่ยวชาญทางการป้องกันพลเรือนสำหรับพื้นที่ที่ถูกทำลายของนิวยอร์คเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ดั้งเดิมนั้น ดูจะเปิดเผยมากเกินไปในการที่จะเหลือคำนี้ไว้ในพจนานุกรมฉบับต่อๆไปในอนาคตพร้อมทั้งความเข้าใจดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว...

 

 

 

การรื้อทำลายเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้วยนิวเคลียร์

 

ผู้เขียนบทความนี้เคยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรในหน่วยกองทัพบกโซเวียตที่ 46179 หรือที่รู้จักกันในนามหน่วยควบคุมพิเศษในกรมหลักที่ 12 ของกระทรวงกลาโหมแห่งสหภาพโซเวียต กรมหลักที่ 12 คือหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัย ควบคุมการผลิต การซ่อมบำรุงทางเทคนิคและอื่นๆของคลังสรรพาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดของรัฐในสหภาพโซเวียต ในขณะที่หน่วยควบคุมพิเศษทำหน้าที่ตรวจสอบการระเบิดของนิวเคลียร์และยังรับผิดชอบในการดูแลการปฎิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบนิวเคลียร์ มันเป็นสิ่งสำคัญมากเนื่องจากการมีอยู่ของ “สนธิสัญญาว่าด้วยการระเบิดนิวเคลียร์เพื่อสันติ ปี 1976” ระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ภายใต้สนธิสัญญานี้ทุกฝ่ายจำเป็นต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบเกี่ยวกับการระเบิดของนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีจุดประสงค์ไม่เกี่ยวกับการทหาร ระหว่างการเข้ารับราชการทหารของผมในหน่วยงานดังกล่าวช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ทำให้ผมได้รู้ว่ามี “โครงการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์แบบฉุกเฉิน” ขึ้นภายในตึกแฝดของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ค โครงการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์นี้ขึ้นอยู่กับวัตถุระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนขนาดใหญ่ (แรงระเบิดใกล้เคียงกับการใช้ระเบิด TNT 150 กิโลตัน) ซึ่งติดตั้งอยู่ลึกลงไปราว 50 เมตรใต้ฐานรากใต้ดินส่วนที่ต่ำที่สุดของแต่ละตึก ในขณะนั้นมันแปลกมากสำหรับผมและพูดกันตามตรงมันเป็นการยากที่จะเชื่อว่าหน่วยงานของสหรัฐฯจะบ้าเลือดถึงขนาดรื้อถอนตึกใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนด้วยการระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน อย่างไรก็ตามถ้าผมเข้าใจถูกต้อง ไม่มีใครวางแผนที่จะรื้อเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในความเป็นจริงด้วยวิธีนี้ เป็นวิธีการง่ายที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการเมือง แผนการรื้อทำลายด้วยนิวเคลียร์อันน่าสะพรึงกลัวจำเป็นที่จะต้องมีขึ้นที่ตึกแฝด ไม่ใช่เพื่อที่จะรื้อตึกจริงๆ แต่เพื่อที่จะได้รับความยินยอมในการสร้างพวกมันอย่างเต็มที่ ปัญหาอยู่ที่ว่าประมวลข้อบังคับอาคารของเมืองนิวยอร์ค(หรือของเมืองชิคาโก้ก็ดี)ไม่อนุญาตให้กรมโยธาธิการออกใบอนุญาตในการสร้างตึกระฟ้า ยกเว้นผู้ก่อสร้างตึกนั้นๆใช้วิธีการรื้อถอนตึกที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นในอนาคตหรือในกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 60 (เมื่อตึกแฝดได้รับการเสนอเป็นครั้งแรก) ตึกโครงเหล็กประเภทนี้กลายเป็นแนวคิดใหม่ ไม่มีใครรู้วิธีการในการรื้อถอนตึกแบบนี้ เนื่องจากวิธีการรื้อถอนที่ควบคุมได้แบบดั้งเดิมใช้ได้แต่กับตึกแบบเก่า ฉะนั้นจำเป็นต้องมีการคิดค้นวิธีใหม่ขึ้นสำหรับตึกแฝดเหล็กกล้าที่แข็งแรงเหล่านี้ ซึ่งจะชักจูงให้กรมโยธาธิการออกใบอนุญาตในการก่อสร้าง และก็มีการค้นพบวิธีดังกล่าวในที่สุด คือ การรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์

 

 

 

ประวัติย่อของแนวคิดการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์และปรมาณู

 

ความคิดเบื้องต้นที่จะใช้อุปกรณ์นิวเคลียร์ในการรื้อถอนตึกทั้งหลายเกิดขึ้นแทบจะช่วงเวลาเดียวกับการเกิดขึ้นของอาวุธนิวเคลียร์ในช่วงต้นทศวรรษ 50 ในตอนแรกอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้เรียกว่า “นิวเคลียร์” แต่เรียกว่า “ปรมาณู” ดังนั้นแนวคิดของการรื้อถอนโดยใช้ยุทโธปกรณ์เหล่านี้จึงถูกเรียกว่า “การรื้อถอนโดยปรมาณู” คำเหล่านี้อยู่รอดมาได้และแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อเดิมของอาวุธปรมาณูไปเป็น “อาวุธนิวเคลียร์” แต่คำว่า “การรื้อถอนด้วยปรมาณู” ก็ยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบันในชื่อของเครื่องมือพิเศษทางวิศวกรรม SADM และ MADM คำแรกนั้นย่อมาจาก “Special Atomic Demolition Munitions” (วัตถุระเบิดปรมาณูทำลายล้างแบบพิเศษเพื่อการรื้อถอน) ส่วนอันที่สองย่อมาจาก “Medium Atomic Demolition Munitions” (วัตถุระเบิดปรมาณูขนาดกลางเพื่อการรื้อถอน) ในขณะที่หลายคนเชื่อแบบผิดๆว่า SADM นั้นย่อมาจาก “Small Atomic Demolition Munitions” (วัตถุระเบิดปรมาณูขนาดเล็กเพื่อการรื้อถอน) มากกว่าจะเป็น “Special”

 

 

ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นการผิดแต่อย่างใดที่จะเรียกว่า “ขนาดเล็ก” แทนที่ “ขนาดพิเศษ” เนื่องจาก SADM นั้นที่จริงแล้วมีขนาดเล็ก แรงระเบิดของนิวเคลียร์มักจะไม่เกิน 1 กิโลตันเมื่อเทียบกับ TNT สังเกตว่า SADM สมัยใหม่ทั้งหมดนั้นมีแรงระเบิดหลายขนาดซึ่งสามารถติดตั้งได้ต่ำเท่ากับ 0.1 กิโลตัน และบางครั้งอาจจะได้ที่ 0.01 กิโลตัน (เทียบเท่ากับ 100 และ 10 เมตริกตันของ TNT ตามลำดับ) พวกมันจะเหมาะที่จะเรียกว่า อาวุธ “ขนาดเล็ก” ชื่ออื่นๆที่เป็นที่นิยมสำหรับอาวุธนี้ได้แก่ “มินินุ๊ก” และ “นุ๊กกระเป๋าเอกสาร” แม้ว่าชื่อที่สองจะไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก ในความเป็นจริง SADM ส่วนใหญ่หมายถึงหม้อขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักระหว่าง 50 ถึง 70 กิโลกรัม ซึ่งสามารถสะพายขึ้นหลังได้ ดังนั้นมันอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่ว่ามันสามารถบรรจุลงในกระเป๋าเอกสารได้ อย่างไรก็ตามยังมี “มินินุ๊ก”แบบใหม่ๆที่ประกอบด้วยพลูโตเนียม-239 แทนที่ยูเรเนียม-235 และเนื่องจากค่ามวลวิกฤตของพลูโตเนียมยิ่งน้อยลงเท่าไหร่ ขนาดของมันก็ลดตามไปด้วย “มินินุ๊ก”ล่าสุดบางลูกที่ประกอบด้วยพลูโตเนียมอาจจะพอดีกับกระเป๋านักการทูต วัตถุระเบิดปรมาณูขนาดกลางเพื่อการรื้อถอน (MADM) มีขนาดใหญ่กว่าทั้งขนาดและแรงระเบิดเมื่อเทียบกับ TNT มันสามารถมีอำนาจการทำลายเทียบเท่ากับน้ำหนักระเบิด TNT 15 กิโลตัน หนักมากถึง 200 กิโลกรัมและอาจจะมีขนาดใหญ่เท่ากับถังแก๊สหุงต้มสำหรับใช้ตามบ้าน

 

 

อาวุธทำลายล้างปรมาณูทั้งสองแบบที่กล่าวมาสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการทำลายวัตถุขนาดใหญ่ซึ่งไม่สามารถทำลายได้โดยระเบิดแบบดั้งเดิมจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาฉุกเฉิน เมื่อไม่มีทั้งเวลาและความเป็นไปได้ที่จะเตรียมการทำลาย “แบบปรกติ” โดยวิธีการดั้งเดิม ยกตัวอย่างเช่น อาจจะเป็นสะพาน เขื่อน อุโมงค์ โครงสร้างใต้ดินเสริมเหล็ก ตึกเสริมเหล็กขนาดใหญ่และอื่นๆ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพสำหรับการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์โดยใช้ SADM หรือ MADM แบบนี้ไม่สูงนัก เป็นที่ทราบกันว่าเป้าหมายหลักของการรื้อถอนตึกแบบควบคุมได้โดยวิธีการระเบิดจากภายในไม่ใช่เพื่อการทำลายตึกเหล่านี้จริงๆโดยการระเบิดและปล่อยชิ้นส่วนต่างๆฟุ้งกระจายไปทั่ว แต่เพื่อที่จะเอามันลงมาอย่างเรียบร้อยด้วยการทำลายบริเวณรอบข้างให้น้อยที่สุด

 

 

ด้วยเหตุผลนี้วิศวกรผู้ที่เตรียมการรื้อถอนแบบควบคุมได้ก่อนอื่นต้องคำนวนจุดที่แน่นอนบนโครงสร้างตึกและติดตั้งวัตถุระเบิดแบบดั้งเดิมไปยังจุดที่ถูกต้อง เพื่อที่จะทำลายโครงสร้างเหล่านั้น

 

 

ในกรณีส่วนมากจะมีมากกว่าหนึ่งจุดที่จะต้องติดตั้งระเบิด เพราะเป็นไปไม่ได้ว่าโครงสร้างแบบนี้จะมีเพียงคานหรือเสารองรับอันเดียวที่จะต้องถูกทำลาย ในกรณีที่ดีที่สุดอาจจะมีหลายอัน แต่ก็ไม่มาก ในกรณีมีการรื้อถอนด้วยปรมาณูโดยใช้วิธีที่กล่าวถึงด้านบนไม่ได้อยู่ในกรณีนี้

 

 

คนที่วางแผนที่จะใช้อาวุธปรมาณูในกรณีฉุกเฉินอาจจะไม่มีทั้งเวลาและความรู้เพียงพอที่จะทำการคำนวนที่ถูกต้องแม่นยำเช่นในกรณีของการรื้อถอนที่ควบคุมได้แบบดั้งเดิม สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้ควรจะมีมากที่สุด คือ ความรู้ทางด้านวิศวกรรมเบื้องต้นและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ด้วยเหตุนี้วิธีการใช้อาวุธปรมาณูในกรณีนี้ไม่ใช่เพื่อที่จะทลายโครงสร้างเป้าหมาย ”อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย” แต่เพื่อที่จะทำลายมันลงอย่างไม่จำกัดวิธีการและงบประมาณ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมแรงระเบิดของอาวุธปรมาณูที่ใช้ในการรื้อถอนโครงสร้างแบบนี้ในกรณีฉุกเฉินไม่ว่าจะอย่างไรก็รุนแรงมากเกินไป เนื่องด้วยส่วนใหญ่ของแรงระเบิดทั้งหมดถูกใช้ไปอย่างไร้ประโยชน์ เหมือนกับกรณีที่ใช้การระเบิดนิวเคลียร์แบบอื่น ดังนั้นส่วนใหญ่ของพลังงานซึ่งปล่อยออกมาโดยการระเบิดนิวเคลียร์ของอุปกรณ์ปรมาณูสำหรับการรื้อถอนจะถูกใช้ไปสำหรับการสร้างปัจจัยที่รู้จักกันดีของการระเบิดปรมาณู เช่น รังสีความร้อน พลังงานจากคลื่นระเบิด กัมมันตภาพรังสี รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับภารกิจรื้อถอนและอาจจะไม่ได้เป็นสาเหตุของภารกิจนี้ อย่างไรก็ตามปัจจัยการทำลายทั้งหมดของการระเบิดปรมาณูเป็นสาเหตุสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อม และการทำลายนี้ค่อนข้างรุนแรง และแน่นอนใช้งบประมาณสูงเกินในการรื้อถอน

 

 

อาจกล่าวได้ว่าการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์ในความหมายที่กล่าวถึงด้านบนนั้นอาจจะมีดัชนีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่านี้มากเมื่อเทียบกับการรื้อถอนแบบเดิมที่ควบคุมได้ซึ่งได้รับคำนวนมาแล้วอย่างเที่ยงตรง เนื่องจากอันหลังนั้นมุ่งไปที่พลังงานเกือบทั้งหมดของระเบิดที่ใช้ในการทำลายโครงสร้าง มากกว่าที่จะสร้าง พลังงานจากคลื่นระเบิด หรือรังสีความร้อน นอกเหนือจากนี้ตัวอุปกรณ์ปรมาณูสำหรับรื้อถอนเองมีราคาค่อนข้างแพง ในขั้นต่ำ “มินินุ๊ก” ที่ใช้ยูเรเนียมมีราคาสองล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ถ้าไม่มากกว่านั้น(อันที่ใช้พลูโตเนียมมีราคาสูงกว่านั้น) จะเห็นได้ว่าระเบิด TNT หนึ่งพันตันจะมีราคาถูกกว่าอาวุธปรมาณูหนึ่งกิโลตัน อย่างไรก็ตามมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะรื้อถอนตึกเพียงไม่กี่หลังโดยใช้ระเบิด TNT 1,000 ตัน ในขณะที่อาจจะรื้อถอนตึกเพียงหลังเดียว (แต่ต้องการจะทำลายตึกอื่นๆรอบข้างด้วย)โดยใช้ “mini-nuke” เมื่อพิจารณาสิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด อาจสรุปได้ว่านี่ไม่ใช่ทางเลือก ที่จะใช้อาวุธปรมาณูใดๆสำหรับการรื้อทำลายไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือกลาง เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของพลเรือนในช่วงเวลาแห่งสันติภาพเมื่อไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมการรื้อถอนวัตถุใดๆอย่างถูกต้องด้วยวิธีการดั้งเดิม และในกรณีใดๆการรื้อถอนที่ควบคุมได้แบบดั้งเดิมจะมีราคาถูกกว่าการใช้นิวเคลียร์ Mini-nuke ใช้ได้เพียงแค่สำหรับงานรื้อถอนในกรณีฉุกเฉินจริงๆ

 

 

แล้วทำไมแนวคิดการรื้อถอนด้วยปรมาณูแบบดั้งเดิมนี้ถึงได้รับการฟื้นฟูและการดำเนินการในโครงการรื้อถอนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้วยนิวเคลียร์ ทั้งที่ทราบว่ามีราคาสูงและมีดัชนีประสิทธิภาพต่ำเมื่อเทียบกับการรื้อถอนที่ควบคุมได้แบบดั้งเดิมโดยการระเบิดภายใน

 

 

มันเกิดขึ้นเนื่องจากตึกรุ่นใหม่มีปรากฎขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 คือ ตึกโครงเหล็ก โดยไม่คำนึงถึงแนวคิดแบบผิดๆทั่วไปแล้ว ยังไม่มีตึกระฟ้าโครงเหล็กตึกไหนในโลกถูกรื้อถอนด้วยการระเบิดภายในแบบตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มาก่อน ในขั้นแรกเนื่องจากตึกระฟ้าส่วนใหญ่เป็นตึกใหม่และยังไม่ถึงเวลาที่จะถูกรื้อถอน ตึกที่สูงที่สุดที่ถูกรื้อถอนด้วยการระเบิดภายในมีความสูงเพียง 47 ชั้น คือ ตึกซิงเกอร์ในนครนิวยอร์คซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 1908 และถูกรื้อถอนในปี 1968 เนื่องจากเลิกใช้ไปแล้ว ตึกนี้มีโครงสร้างที่อ่อนแอกว่ามากเมื่อเทียบกับแบบท่อเหล็กขนาดใหญ่ที่แข็งแรงทนทานของตึกระฟ้าโครงเหล็กที่สร้างขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นโดยไม่สนใจแนวคิดแบบผิดๆทั่วไปแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะรื้อถอนตึกโครงเหล็กโดยใช้แผนการรื้อถอนที่ควบคุมได้ที่รู้กันจักกันดีอยู่แล้ว ในอดีตเมื่อสมัยตึกยังคงเป็นกำแพงอิฐและแผ่นคอนกรีต โครงสร้างรับแรงยังเป็นเสาและคานรองรับคอนกรีต บางครั้งโครงสร้างรับแรงคอนกรีตเหล่านี้ก็ได้รับการเสริมด้วยการสอดท่อนโลหะลงไป แต่บางครั้งก็เป็นคอนกรีตธรรมดา ในทั้งสองกรณีมีความเป็นไปได้ที่จะคำนวนจำนวนของระเบิดแบบดั้งเดิมที่พอเหมาะเพื่อติดตั้งเข้ากับโครงสร้างหลักในจุดที่เหมาะสม (หรือติดตั้งลงไปในรูที่เจาะลงไปยังโครงสร้างรับแรง) เพื่อที่จะทำลายทั้งหมดลงในคราวเดียวและทำให้ตึกถล่มลงมาตามขอบเขตที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามไม่มีทางที่จะเป็นไปได้กับตึกเสริมเหล็กสมัยใหม่ อย่างเช่น ตึกแฝดเดิมของนิวยอร์คเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ตึก 7 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ หรือตึกเซียร์ในเมืองชิคาโก้

 

 

ตัวอย่างโครงสร้างเหล็กกล้าของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แฝด

 

 

 

 

 

 

 

ในที่นี้ไม่มี “โครงสร้างรับแรง” ใดๆในความหมายเดิมของคำ ตึกทั้งหมดเป็น “โครงสร้างรับแรง” อย่างแท้จริง โครงเหล็กของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ประกอบไปด้วยแนวเสาเหล็กสองชั้นซึ่งมีตั้งอยู่ตรงกลางและบริเวณรอบนอกสุด รูปแบบที่เรียกว่า “ปล่อง” เป็นวิธีการก่อสร้างแบบใหม่มากซึ่งปล่อยให้มีพื้นที่เปิดโล่งมากกว่าเสาซึ่งถูกกระจายออกไปทั่วภายในเพื่อที่จะช่วยรองรับน้ำหนักอาคารเหมือนกับที่เคยได้รับการติดตั้งในโครงสร้างแบบเก่า ตึกแฝดประกอบด้วยเสาเหล็กกลวงรับแรง (หน้าตัดสี่เหลี่ยม) ตั้งอยู่ห่างจากกันหนึ่งเมตรบนส่วนนอกของตึกเพื่อขึ้นรูปโครงสร้างแข็งแรงเป็นพิเศษซึ่งช่วยรับแรงจากด้านข้าง (เช่น แรงลม) และแบ่งแรงโน้มถ่วงกับเสาแกนกลาง โครงสร้างรอบนอกประกอบด้วยเสาด้านละ 59 ต้น โครงสร้างแกนของตึกประกอบด้วยเสาเหล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 47 ต้นซึ่งวิ่งยาวจากชั้นหินด้านล่างไปจนถึงยอดตึก ท่านสามารถดูภาพเสาเหล่านั้นได้จากรูปภาพด้านล่าง ที่แสดงให้เห็นเศษซากที่เหลืออยู่ของเสาที่พบในพื้นที่ “ground zero” หลังการถล่มของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่เกิดจากการโจมตีในวันที่ 11 กันยายน

 

 

 

 

 

 

 

สังเกตว่าเสาแกน(สี่เหลี่ยมผืนผ้า)และเสารอบนอก(สี่เหลี่ยมจตุรัส)เหล่านี้ไม่ได้เป็นของส่วนล่างของตึกแฝดแต่เป็นของส่วนบน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงรอดจากการถูกบดขยี้เป็นผุยผงระหว่างการถล่ม แต่ในขณะที่ไม่มีอะไรจากส่วนล่างของตึกแฝดหลงเหลืออยู่เลยยกเว้นฝุ่นผงขนาดเล็กเท่านั้น

 

 

และนี่เป็นอีกภาพ (จากรายงานของสถาบันมาตรวิทยาสหรัฐฯ (NIST)) แสดงให้เห็นเสารอบนอกสุดของตึกแฝดในระหว่างการก่อสร้าง

 

 

 

 

 

มีการตรวจสอบเสาที่ล้อมด้านนอกของปลายปีกที่ “ground zero”

 

 

 

เสาเหล็กกล้าเหล่านี้หนามาก ผนังแต่ละอันมีความหนา 2.5 นิ้ว (6.35 เซนติเมตร) ดังนั้นความหนาทั้งหมดรวมเสาจึงเท่ากับ 5 นิ้ว (12.7เซนติเมตร) ตัวอย่างที่ดีสำหรับการนึกภาพตามว่ามันหนาแค่ไหน คือ เกราะด้านหน้าของรถถังที่ดีที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 T-34 ซึ่งมีความหนาเพียง 1.8 นิ้ว (4.5 เซนติเมตร) และเทียบเท่ากับผนังแค่ด้านเดียว รถถัง T-34 และเกราะหน้าแสดงให้เห็นในรูป:

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตามในเวลานั้นไม่มีกระสุนหัวเจาะเกราะซึ่งสามารถเจาะเกราะนี้ได้ แน่นอนว่าไม่มีระเบิดลูกไหนสามารถทำลายเกราะหน้าของรถถังนี้ได้เช่นกัน (ยกเว้นเพียงแต่ hollow-charge shell ซึ่งยังไม่สามารถทำลายเกราะทั้งแผ่นนี้ได้ เพียงแค่ทำให้เกิดรูตื้นๆที่แผ่นเกราะเท่านั้น) สังเกตว่าโครงเหล็กกล้าของตึกแฝดประกอบไปด้วยเสาเหล็กสองชั้นซึ่งหนาเกือบ 2 เท่าของเกราะหน้ารถถัง T-34 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพบวิธีการที่จะพังเสาพร้อมกันหลายจุดเพื่อที่จะบรรลุผลของ”การระเบิดเข้าข้างใน” ซึ่งก็คือเป้าหมายเบื้องต้นของการรื้อถอนแบบควบคุมได้ มันอาจจะเป็นไปได้ทางเทคนิคที่จะพังเสาเหล่านี้บางส่วนในบางจุด แต่แม้กระทั้งวิธีการเหลือเชื่อก็ไม่สามารถที่ทำให้ “ผลการระเบิดเข้าข้างใน” ที่หวังไว้สำเร็จลุล่วงไปได้ ตึกทั้งสองนั้นทั้งสูงและแข็งแรงเกินไป แกนเหล็กกล้าจะถูกทำลายพร้อมๆกันในหลายจุดทุกชั้น ซึ่งไม่มีใครสามารถทำได้ และถึงแม้จะทำได้ วิธีนี้ก็คงไม่ทำให้ได้ผลตามที่ต้องการ ไม่มีอะไรจะรับรองได้ว่าโครงสร้างสูงตระหง่านนี้จะถล่มลงมาพอดิบพอดีตามแบบที่วางไว้ มันอาจจะกระจายเศษซากตึกไปไกลถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ไมล์ก็ได้เมื่อพิจารณาจากแค่ความสูง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพังตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ลงมาด้วยวิธีการรื้อถอนควบคุมได้แบบดั้งเดิมใดๆก็ตาม

 

 

สามารถบอกได้ถึงสิ่งที่เหมือนกันของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 และตึกเซียร์ทาวเวอร์ในเมืองชิคาโก้ ทั้งสองแห่งก่อสร้างขึ้นโดยใช้โครงเหล็กกล้าหนาสองชั้นเหมือนกันซึ่งไม่สามารถจะพังได้ในคราวเดียว เนื่องจากเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ดีตามกฎหมายของสหรัฐฯที่ควบคุมเกี่ยวกับการก่อสร้างตึกสูงระฟ้าผู้ออกแบบอาคารต้องเสนอโครงการรื้อถอนที่น่าพอใจบางอย่างก่อนโครงการก่อสร้าง ซึ่งควรได้รับการอนุมัติจากกรมโยธาฯ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้สร้างตึกระฟ้าซึ่งไม่สามารถรื้อถอนได้ในอนาคต นี่คือเหตุผลสำคัญซึ่งทำให้ระบบการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์ติดตั้งอยู่ในตึกระฟ้า นี่อาจจะฟังดูน่าขัน แต่แผนการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์นี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการรื้อถอนตึกระฟ้าแบบนี้จริงๆ เมื่อสังเกตเป็นพิเศษว่าไม่มีใครมีประสบการณ์ในทางปฎิบัติเลยในการรื้อถอนตึกระฟ้าด้วยวิธีนี้ มันเป็นเพียงแค่การโน้มน้าวกรมโยธาฯให้อนุญาตการก่อสร้างของตึกระฟ้าแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ออกแบบและผู้สนับสนุนทั้งหมดของแผนการรื้อถอนนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ต้องใช้แนวคิดนี้ในช่วงที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่

 

 

มันทำงานอย่างไร?

 

 

ขั้นแรกเลยการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์แบบใหม่นี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการรื้อถอนด้วยปรมาณูแบบดั้งเดิมที่ใช้ SADM และ MADM ดังเช่นที่ได้อธิบายมาข้างต้น มันเป็นแนวคิดใหม่ทั้งหมด ระหว่างขั้นตอนการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์แบบใหม่ วัตถุระเบิดทำลายไม่ได้ก่อให้เกิดการระเบิดของนิวเคลียร์ในบรรยากาศใดๆ พร้อมด้วยเมฆรูปเห็ดที่รู้จักกันดี รังสีความร้อน พลังงานจากคลื่นระเบิด และรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า มันระเบิดค่อนข้างลึกลงไปใต้ดิน ลึกมากแบบเดียวกับวัตถุระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดในระหว่างการทดสอบนิวเคลียร์ต้นแบบ ดังนั้นมันจะไม่ก่อให้เกิดทั้ง พลังงานจากคลื่นระเบิด รังสีความร้อน กัมมันตภาพรังสีที่ทะลุทะลวง และรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ มันจะก่อให้เกิดความเสียหายค่อนข้างเล็กน้อยแก่สภาพแวดล้อมโดยการปนเปื้อนของรังสีต่อไป ซึ่งอย่างไรก็ตามผู้ออกแบบมองว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สลักสำคัญอะไร

 

 

ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างการระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศและชั้นใต้ดินคืออะไร? ในขั้นแรกของการระเบิดนิวเคลียร์(หรือนิวเคลียร์ความร้อน) พลังงานจากการระเบิดทั้งหมดจะถูกปล่อยออกมาในรูปแบบที่เรียกว่า ”การแผ่รังสีขั้นแรก” ซึ่งส่วนที่สำคัญของมัน (เกือบ 99%) เป็นแถบพลังงานของรังสีเอ็กซ์ (อีกส่วนที่เหลือเป็นแถบพลังงานของรังสีแกมม่าซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บจากรังสี และเป็นแถบพลังงานที่มองเห็นได้ของรังสีซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่างวาบที่มองเห็นได้) ดังนั้นพลังงานจากการระเบิดเกือบทั้งหมดซึ่งเป็นรังสีเอ็กซ์จะถูกใช้ไปกับการทำให้อากาศรอบๆร้อนขึ้นเป็นบริเวณหลายสิบเมตรจากจุดศูนย์กลางของการระเบิด มันเกิดขึ้นเนื่องจากรังสีเอ็กซ์ไม่สามารถเดินทางไปได้ไกลนักเนื่องจากเกิดการสูญเสียพลังงานไปในอากาศ การทำให้ร้อนของพื้นที่เล็กๆรอบศูนย์กลางการระเบิดนิวเคลียร์จะส่งผลเกิดการก่อตัวของสิ่งที่เรียกว่า “ลูกไฟนิวเคลียร์” ซึ่งในทางกายภาพไม่ใช่อะไรนอกจากอากาศที่ร้อนมากที่สุด ลูกไฟนิวเคลียร์นี้เป็นสาเหตุของปัจจัยหลักๆเกี่ยวกับการทำลายสองปัจจัยของการระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ คือ รังสีความร้อนและพลังงานจากคลื่นระเบิด เนื่องจากทั้งสองปัจจัยมีผลโดยเฉพาะมาจากอุณหภูมิสูงของอากาศที่อยู่รอบการระเบิด เมื่อมาเป็นการระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน ภาพจะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากรอบ “กล่องเปล่า” จะปราศจากอากาศ พลังงานทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่เกิดการระเบิดในรูปของรังสีเอกซ์จะสูญเสียไปกับการทำให้หินที่อยู่รอบๆร้อนแทน มันอาจจะมีผลทำให้หินนี้ร้อนเกิน ละลายและระเหิดกลายเป็นไอ การหายไปของหินที่ระเหิดกลายเป็นไอจะมีผลในการเกิดโพรงใต้ดินซึ่งขนาดของมันขึ้นอยู่กับแรงระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้โดยตรง ท่านอาจจะเห็นภาพของหินจำนวนแค่ไหนที่หายไปในช่วงของการระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินจากตารางด้านล่าง ซึ่งจำนวนของวัตถุหลายๆชนิดที่ระเหิดและลายไป(หน่วยเมตริกตัน) แสดงไว้ตามเกณฑ์ “ต่อกิโลตันของแรงระเบิด”:

 

 

 

 

 

 

 

นี่เป็นแค่ตัวอย่าง การระเบิดของวัตถุระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน 150 กิโลตันที่เผาไหม้ลึกลงไปยังชั้นหินแกรนิตจะทำให้เกิดเป็นโพรงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 เมตรดังเช่นในภาพ

 

 

 

 

  

 

 

 

ตึกระฟ้าทั้งหมดจะมีฐานรากต่ำสุดอยู่ที่ระดับ 20-30 เมตรใต้พื้นผิวโลก ดังนั้นเป็นไปได้ที่จะคำนวนตำแหน่งของจุดที่จะวางระเบิดหรือที่เรียกว่า “กล่องเปล่า” (zero-box) เพื่อที่ให้การระเบิดนิวเคลียร์ทำให้เกิดโพรงใต้ดินที่ขอบบนสุดมาไม่ถึงผิวโลก แต่มาถึงเพียงแค่ฐานรากส่วนล่างสุดของตึกที่ต้องการรื้อถอน

 

 

ตัวอย่างเช่น ในกรณีพิเศษของตึกแฝดของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ค ฐานรากที่ต่ำที่สุดอยู่ที่ 27 เมตรจากผิวโลก ในขณะที่วัตถุระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน 150 ตันได้รับการติดตั้งที่ความลึก 77 เมตร (วัดจากพื้นผิวโลก) หรือ 50 เมตรจากฐานรากใต้ดิน การระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนที่ความลึก 77 เมตรนี้จะก่อให้เกิดโพรงความร้อนสูงที่ขอบบนสุดมาแตะถึงฐานรากใต้ดินส่วนที่ต่ำสุดของตึกแฝดที่ต้องการจะทำลาย แต่มันยังคงห่างจากผิวไม่มากเพียง 27 เมตร ดังนั้นโครงสร้างรอบๆจะไม่ได้รับผลกระทบโดยปัจจัยการทำลายใดๆของการะเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินนี้ (ยกเว้นการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีเท่านั้น) ตึกที่จะถูกทำลายจะสูญเสียฐานรากโดยสิ้นเชิง และถูกดูดลงไปยังโพรงร้อนจัดนี้ ซึ่งมีอุณหภูมิที่คาดว่าจะสามารถละลายตึกทั้งหลังได้ แผนการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตึก 7 และของตึกเซียร์ทาวเวอร์ในนครชิคาโก้จึงได้รับการคำนวนในแบบเดียวกัน

 

 

อย่างไรก็ตาม มีอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งควรจะพิจารณาในการคำนวนของโครงการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์ของตึกระฟ้า นั่นก็คือหินแกรนิตที่ระเหิดกลายเป็นไอภายในโพรง หินแกรนิตเดิมทั้งหมดนั้นที่ตอนนี้อยู่ในสภาวะก๊าซจะถ่ายเทจากโพรงไปที่ไหน? ในความเป็นจริงแล้วภาพของเหตุการณ์ทางฟิสิกส์หลังการระเบิดของนิวเคลียร์ใต้ดินนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ลองมาพิจารณาดูกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

1) การระเบิดของนิวเคลียร์เริ่มทำให้หินรอบๆจุดศูนย์กลางร้อนขึ้น

 

 

2) หินเริ่มระเหิดกลายเป็นไอ จากการหายไปของหินที่ระเหิดก่อให้เกิด “โพรงชั้นแรก” ซึ่งเต็มไปด้วยหินเดิมที่อยู่ในรูปก๊าซ แรงดันสูงมากของก๊าซภายในโพรงเริ่มที่จะขยายโพรงชั้นแรกไปยังบริเวณรอบๆที่ยังคงเป็นหินแข็งอยู่ 

 

 

3) โพรงนั้นจะขยายไปจนถึงขนาด “ขั้นที่สอง” เนื่องจากแรงดันสูงมากของก๊าซภายใน ซึ่งได้ขยายโพรงจากขนาดดั้งเดิม (เส้นประ) ไปยังขนาดที่ใหญ่กว่า เพราะว่าการขยายตัวนี้เกิดขึ้นด้วยการทำลายพื้นที่ข้างเคียง พื้นที่ข้างเคียงนี้จะกลายเป็นบีบอัดกันอย่างหนาแน่น

 

 

4)  ภาพสุดท้าย สีขาว: โพรงใต้ดิน (ขนาดที่สอง); สีฟ้า: “โซนบดอัด” เป็นหินที่แหลกละเอียดทั้งหมด (ถูกบดเป็นฝุ่นขนาดมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า 100 ไมครอน); สีเขียว: “โซนที่เสียหาย” คือ หินที่ถูกบดละเอียดบางส่วน

 

 

การแปลความภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นเป็นฉากๆถึงกระบวนการทางฟิสิกส์ที่สำคัญทั้งหมดระหว่างการระเบิดนิวเคลียร์ลึกลงไปใต้ดินตามทฤษฎี ดังนั้นตอนนี้คงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าแรงดันมหาศาลของหินที่ระเหยกลายเป็นไอภายในโพรงทำให้เกิดสิ่งสำคัญอย่างน้อยสองอย่าง: 1) ขยายโพรงปรกติจากขนาด “เบื้องต้น” ไปยังขนาด “ขั้นที่สอง”; และ 2) เนื่องจากมันทำให้มีการขยายตัวด้วยการสูญไปของพื้นที่ข้างเคียงของหิน มันทำให้เกิดพื้นที่ที่ถูกทำลายสองส่วนรอบตัวเอง แต่ละส่วนมีความเสียหายที่แตกต่างกัน

 

 

พื้นที่ที่อยู่ติดกับโพรงในศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับนิวเคลียร์เรียกว่า “โซนบดอัด” โซนนี้อาจจะหนาเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของโพรงและเต็มไปด้วยสิ่งแปลกๆมากมาย มันเต็มไปด้วยหินที่แหลกละเอียดหมดแล้ว มันอาจจะถูกบดจนเท่ากับฝุ่นขนาดมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าซึ่งมีขนาดประมาณ 100 ไมครอน ยิ่งไปกว่านั้นสภาพเฉพาะของวัตถุภายใน “โซนบดอัด” นี้อยู่ในสภาพที่แปลกมาก คือ นอกจากภายหลังการทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดิน มันจะไม่เกิดขึ้นที่อื่นอีกตามธรรมชาติ

 

 

ถ้าท่านหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้นที่นี้ แต่หยิบอย่างนุ่มนวลมาก มันอาจจะยังติดกันและยังคงเป็นหินตามรูปร่างและสีของมัน แต่ถ้าท่านแค่กด “หิน” ก้อนนี้เบาๆด้วยนิ้ว มันจะแตกตัวออกเป็นฝุ่นขนาดเล็กมากที่ประกอบกันอยู่ทันที โซนที่สองติดกับ “โซนบดอัด” เรียกว่า “โซนที่เสียหาย” ในศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับนิวเคลียร์ “โซนที่เสียหาย” นี้เต็มไปด้วยหินซึ่งแตกเป็นชิ้นๆจากเล็กมาก(ขนาดมิลลิเมตร)ไปถึงสะเก็ดขนาดค่อนข้างใหญ่ ยิ่งใกล้กับขอบของ “โซนบดอัด” เท่าไหร่ ตะกอนเหล่านี้ก็จะยิ่งเล็กลงเท่านั้น และยิ่งไกลจากจุดศูนย์กลางการระเบิดเท่าไหร่ เศษเหล่านี้ก็จะใหญ่ขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดนอกเขตของ “โซนที่เสียหาย” จะไม่เกิดความเสียหายกับหินรอบๆ

 

 

อย่างไรก็ตามเราได้ทำการพิจารณากระบวนการทางฟิสิกส์ข้างต้นที่เป็นจริงเกี่ยวกับการระเบิดนิวเคลียร์ลึกลงไปใต้ดินตามทฤษฎีแล้ว เมื่อวัตถุระเบิดนิวเคลียร์ถูกฝังลงไปไม่ลึกมากพอ ภาพจะแตกต่างออกไปเล็กน้อย “โซนที่เสียหาย” และ “โซนบดอัด” จะไม่ได้กลมตามทฤษฎีอย่างในกรณีล่าสุด มันจะออกไปทางรูปไข่ด้วยจุดสิ้นสุดที่ยาวกว่าจะพุ่งขึ้นไปด้านบน เทียบกับไข่ที่ชี้ขึ้นด้านบนด้วยส่วนที่แหลมกว่า หรืออาจจะรีและแหลมขึ้นข้างบนมากกว่าไข่ปรกติ มันเกิดขึ้นเนื่องจากแรงดันของก๊าซที่ระเหยกลายเป็นไอจะพบกับแรงต้านทานที่น้อยที่สุดในทิศทางไปยังพื้นผิวโลก (เนื่องจากใกล้มากเกิน) ดังนั้นทั้ง “โซนบดอัด” หรือ “โซนที่เสียหาย” จะขยายตัวขึ้นไปข้างบนมากกว่าทิศทางอื่น

 

 

 

 

 

 

 

ภาพร่างด้านบนนี้เป็นภาพประกอบของแรงต้านทานจากหินรอบด้านเมื่อโพรงไม่ได้อยู่ลึกมากใต้ผิวโลก เห็นได้ชัดว่าแรงต้านทานของหินจากด้านผิวโลกจะมีน้อยกว่าจากทางอื่นๆ เนื่องจากทุกสิ่งจะไปยังทิศทางที่มีแรงต้านทานน้อยสุด ดังนั้นโพรงจะขยายตัวไปยังทางพื้นผิวโลกมากที่สุดและจะไม่มีทรงกลมดังทฤษฎีอีกต่อไป มันมักจะอยู่ในรูปไข่

 

 

เมื่อแรงดันแผ่ไปยังขอบบนของ “โซนที่เสียหาย” และ “โซนบดอัด” มาพบกับฐานรากใต้ดินของตึกที่จะถูกรื้อถอน ภาพจะยิ่งต่างออกไป เนื่องจากวัสดุที่ใช้สร้างตึกต่างจากชั้นหินแกรนิตรอบข้างในเง่ของแรงต้านทานของวัตถุ ยิ่งไปกว่านั้นมีพื้นที่ว่างมากมายภายในตึก ในขณะที่หินแกรนิตที่เหลือในทิศทางอื่น (ทั้งด้านข้างและด้านล่าง) เป็นของแข็ง ดังนั้นการขยายตัวของขอบบนของ “โซนที่เสียหาย” และ “โซนบดอัด” จะไปได้ไกลที่สุดจากโครงสร้างของตึก ในกรณีของตึกแฝดของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และตึกเซียร์ทาวเวอร์ “โซนที่เสียหาย” จะสามารถสูงขึ้นไปได้ถึง 350-370 เมตร ในขณะที่ “โซนบดอัด” ที่ตามมาติดๆจะสูงขึ้นไปได้ถึง 290-310 เมตร แต่ในกรณีของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ที่เตี้ยกว่า ความสูงทั้งหมดของตึกจะอยู่ใน “โซนบดอัด” ดังนั้นมันจึงถูกทำลายแหลกละเอียดหมด สมรรถภาพของการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์ที่จะบดเหล็กและคอนกรีตนี้นับเป็นหนึ่งในคุณลักษณะเฉพาะตัวของมัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฝุ่นปกคลุมผลไม้ที่วางทิ้งไว้ด้านล่างเกาะแมนฮัตตัน รูปถ่าย @ แอริส เอโคโนโมพูลอส / เดอะสตาร์-เล็ดเจอร์

 

 

ภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของฝุ่นละอองละเอียดขนาดเล็กซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะแมนฮัตตันหลังการรื้อถอนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ หลายคนเชื่อแบบผิดๆว่ามันคือ “ผงคอนกรีต” ตามที่บอกกัน ไม่ มันไม่ใช่เลย มันคือ “ผงของทุกสิ่งอย่าง” แต่โดยมากมาจากเหล็กที่ถูกบดละเอียด นอกเหนือจากการเข้าใจผิดทั่วไปแล้ว โครงสร้างของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ไม่ได้มีคอนกรีตมากเท่าไหร่ มีการใช้คอนกรีตเพียงจำนวนจำกัดในการทำแผ่นพื้นบางมากๆในการสร้างตึกแฝด มันไม่ได้ถูกใช้ในที่อื่นๆอีก ส่วนใหญ่ของตึกแฝดเป็นเหล็กกล้าไม่ใช่คอนกรีต ดังนั้นผงละเอียดนี้ส่วนใหญ่เป็นผงของเหล็กอย่างที่กล่าวมา แม้กระนั้นมันก็ไม่ใช้แค่ “ผงของเหล็ก” เพียงอย่างเดียว ยังเป็น “ผงของเฟอร์นิเจอร์” “ผงของไม้” “ผงของกระดาษ” “ผงของพรม” “ผงของชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์” และแม้กระทั่ง “ผงของคน” เนื่องจากผู้คนที่ยังคงอยู่ในตัวตึกถูกบดเป็นผุยผงแบบเดียวกับเหล็ก คอนกรีตและเฟอร์นิเจอร์

 

 

มีบางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ถึงได้ถล่มลงมาตามแบบที่วางไว้อย่างเรียบร้อยและทั้งหมด ในขณะที่ตึกแฝดทั้งสองหลังถล่มลงมา ไม่ใช่เพียงฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว แต่มีกระทั่งเศษซากบางส่วนไปพื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ คำถามนี้ตอบได้ง่ายมาก ท่านต้องมองไปยังการกระจายของ “โซนบดอัด” และ “โซนที่เสียหาย” ควบคู่ไปกับโครงสร้างของตึกแฝดและคำตอบจะปรากฎออกมา

 

 

 

 

 

 

 

ภาพด้านบนแสดงให้เห็นการกระจายโดยประมาณของโซนที่เสียหายในแผนการของการรื้อถอนตึกระฟ้าด้วยนิวเคลียร์ด้วยการใช้วัตถุระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน 150 กิโลตันที่ติดตั้งลึกลงไปกว่าฐานรากใต้ดินส่วนที่ต่ำที่สุด 50 เมตร อย่าลืมว่าวัตถุระเบิดสำหรับการรื้อถอนในกรณีเฉพาะนี้ไม่ได้ถูกฝัง “ลึกตามทฤษฎี”  นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรูปทรงของ “โซนบดอัด” และ “โซนที่เสียหาย” จึงไม่ได้ “กลมตามทฤษฎี” พวกมันมีรูปไข่พร้อมด้วยด้านที่แหลมกว่าชี้ขึ้นข้างบนไปยังพื้นที่ที่มีความต้านทานน้อยที่สุด มันเข้าใจได้ง่ายว่าความสูงทั้งหมดของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 พอดีกับ “โซนบดอัด” เท่านั้น และทำไมในกรณีการรื้อถอนตึกที่ 7 จึงไม่มีส่วนบนที่ไม่เสียหายซึ่งสามารถก่อให้เกิดผลแบบดังกล่าวที่เราเห็นในกรณีของตึกแฝด

 

 

ในการกระจายตัวเฉพาะของความเสียหายควบคู่ไปกับโครงสร้างของตึกระฟ้าที่เสียหายนี้อาจจะเข้าใจได้ดีขึ้นเมื่อท่านได้ดูวีดีโอที่แสดงรายละเอียดของการถล่มของตึกแฝดและตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 วีดีโอเหล่านี้ที่มีอยู่มากมายบนเวบไซต์ยูทูบ

 

 

 

 

 

ตึกทิศเหนือเริ่มถล่มลงมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งสองภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการถล่มของตึกทิศเหนือ (ซึ่งถล่มเป็นลำดับที่สอง) เป็นที่เห็นได้ชัดว่าตึกถูกแปรสภาพเป็นเพียงผงฝุ่นละเอียด ในมุมขวาล่างเห็นได้ชัดว่าตึก 7 (ตึกกระจกสีน้ำตาล) ไม่ได้ถูกทำลายลงทั้งหมด ในภาพทางขวาตึก 7 ดูเหมือนจะ “เตี้ย” กว่าในภาพทางซ้ายเล็กน้อย แต่นี่ไม่ใช่เพราะว่าตึก 7 กำลังถล่มแต่อย่างใด แต่เพียงเพราะเฮลิคอปเตอร์ที่มีช่างภาพอยู่กำลังเคลื่อนที่และภาพที่สองถูกถ่ายจากมุมที่แตกต่างออกไปและด้วยระยะที่ไกลกว่า ในความเป็นจริงตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ไม่ได้ถล่มลงมาจนกระทั่ง 7 ชั่วโมงให้หลัง

 

   วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=OcsBQHvggnU

 

VIDEO 2:

 

 

 

 

วิดีโอนี้เป็นการรวบรวมภาพอย่างชัดเจน (จาก 3 ทิศทาง) ในการถล่มตึกทิศเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าโครงสร้างเหล็กกลายเป็นผุยผงละเอียด รูปแบบการถล่มของยอดตึกที่มีน้ำหนักและไม่มีความเสียหายแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีของแข็งอยู่ข้างใต้ มีเพียงแค่ผงเหล็กที่เป็นฝุ่นคละคลุ้งเท่านั้น โปรดสังเกตุว่ายอดตึกที่หนักตกลงมาด้วยความเร็วที่ตกอย่างเสรี – ราวกับว่าไม่มีเศษเหล็กอยู่ข้างใต้ แต่มีเพียงแค่อากาศเท่านั้น

 

 

  วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=QY3qYr3dpdU

 

VIDEO 3:

 

 

 

 

วิดีโอนี้เป็นภาพชัดเจนในการถล่มตึกทิศใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ซึ่งกลาย ‘เป็นฝุ่นคละคลุ้ง’ อย่างชัดเจน จากวิดีโอนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโครงสร้างเหล็กกลายเป็นผุยผงละเอียด รูปแบบการถล่มของยอดตึกที่มีน้ำหนักและไม่มีความเสียหายแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีของแข็งอยู่ข้างใต้ มีเพียงแค่ผงเหล็กที่เป็นฝุ่นคละคลุ้งเท่านั้น

 

 

  วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=MXeAPcsD3-o

 

 

VIDEO 4:

 

 

 

 

วิดีโอนี้เป็นวิดีโอคุณภาพสูงจากฐานข้อมูลวิดีโอ NIST Cumulus เมื่อไม่นานนี้ ซึ่งตัดมาจากไฟล์ "WNBC Dub10 54". วิดีโอนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีแผ่นดินไหวรุนแรง (เกิน 5.5 ริกเตอร์ – ซึ่งบ่งบอกได้ว่ามีระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินไม่น้อยกว่า 100 กิโลตัน) โดยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่หนึ่งครั้งและตามด้วยอาฟเตอร์ช็อคอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งเกิดในเวลา 12 วินาทีก่อนที่ยอดตึกทิศเหนือจะเริ่มถล่มลงมา โดยสอดคล้องกับการสั่นของตึกทิศเหนือในวิดีโออันโด่งดังของ Etienne Sauret นอกจากจะเห็นรายละเอียดภาพตึกทิศเหนือกลายเป็นผงธุลีจากการถล่มแล้ว วิดีโอนี้ยังแสดงให้เห็นชัดเจนถึงภาพเสาเหล็กทางขวาขณะกลายเป็นผุยผง ซึ่งยังหลงเหลือหลังจากยอดตึกพังลงมาและกลายเป็นผุยผงภายใต้แรงอัดในเวลาสองสามวินาที (จะเห็นเสาเหล็กกลายเป็นผุยผงอย่างชัดเจนหลังจากรถบรรทุกวิ่งผ่านไป) จากวิดีโอนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโครงสร้างเหล็กกลายเป็นผุยผงละเอียด รูปแบบการถล่มของยอดตึกที่มีน้ำหนักและไม่มีความเสียหายแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีของแข็งอยู่ข้างใต้ มีเพียงแค่ผงเหล็กที่เป็นฝุ่นคละคลุ้งเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

ภาพของเสาเหล็กขณะกลายเป็นผุยผง จากกล้องอีกมุมหนึ่ง

 

 

   วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=CM88xJX5FsA

 

 

VIDEO 5:

 

 

 

 

 

วิดีโออันโด่งดังนี้ถ่ายโดย Etienne Sauret ซึ่งแสดงให้เห็นแผ่นดินไหวรุนแรงอย่างชัดเจน (เกิน 5.5 ริกเตอร์ - ซึ่งบ่งบอกได้ว่ามีระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินไม่น้อยกว่า 100 กิโลตัน) และเป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนถึงการทำลายล้างตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้วยนิวเคลียร์ แผ่นดินไหวที่เกิดจากระเบิดนิวเคลียร์ที่อยู่ใต้ตึก – ซึ่งใช้เวลา 12 วินาทีก่อนที่ยอดตึกจะพังลงมา ระเบิดนิวเคลียร์ใช้เวลา 12 วินาทีในการแตกกระจายตัว สะสมแรงอัดจนถึง “จุดแตกหัก” หลังจากโพรงชนวน “ปฐมภูมิ” เริ่มขยายตัวจนถึง “ขนาดทุติยภูมิ” ทำให้เกิด “คลื่นอัด” โดยอัตโนมัติ ซึ่งกระจายด้วยความเร็วซุปเปอร์โซนิคเหนือเสียงจนทำให้ตึก “กลายเป็นผุยผง” ในทันที หมายเหตุ – คือแผ่นดินไหวซึ่งเห็นในวิดีโอข้างต้น

 

 

 

 

 

รูปนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าตึกทิศใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นเหล็ก (แต่กลับถล่มก่อนทั้งที่ “เครื่องบิน” ของ “ผู้ก่อการร้าย” ชนทีหลัง และทั้งที่ไฟอยู่ในตึกทิศใต้ไม่นานเท่าตึกทิศเหนือ) กลายเป็นผุยผงทันที

 

 

ควรจะเสริมด้วยว่านอกเหนือจากความไม่เพียงพออย่างเห็นได้ชัดของวัตถุระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน 150 กิโลตันสำหรับการบดละเอียดตึกระฟ้าที่สูงที่สุดทั้งหมด (ดังที่ปรากฎในตัวอย่างด้านบนที่ตึกแฝดที่ทำลายไปเพียง 80% ของความสูงทั้งหมดของตึก เหลือไว้แต่ส่วนบนสุดที่หนักและสมบูรณ์) วัตถุระเบิดนิวเคลียร์ของแรงระเบิดที่มากกว่าไม่สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์เนื่องจากเหตุผลทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว ปัญหาคือว่าตาม “สนธิสัญญาว่าด้วยการระเบิดทางนิวเคลียร์เพื่อสันติ ปี 1976” ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต แรงระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้ในวัตถุประสงค์ที่ไม่เกี่ยวกับทางการทหารถูกจำกัดเพียงแค่ 150 กิโลตันต่อการระเบิดนิวเคลียร์แต่ละครั้งและมากสุด 1.5 เมกาตันแรงระเบิดรวมของการระเบิดเป็นกลุ่ม

 

 

ดังนั้นอุตสาหกรรมการรื้อถอนด้วยนิวเคลียร์ต้องอยู่ภายในกรอบกฎหมายเหล่านี้ ในกรณีของการรื้อถอนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มีความเป็นไปได้ที่จะใช้วัตถุระเบิดมากเท่าที่จำเป็น แต่ไม่เกิน 150 กิโลตันต่อลูก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมโครงการการรื้อถอนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้วยนิวเคลียร์จึงประกอบไปด้วยระเบิดสามลูกด้วยแรงระเบิดรวม 450 กิโลตัน สำหรับผู้ที่ยังนึกภาพว่าระเบิด 150 กิโลตันแรงแค่ไหนไม่ออก สามารถนึกถึงระเบิดปรมาณูที่ถูกทิ้งที่เกาะฮิโรชิมาในปี 1945 ยังน้อยกว่า 20 กิโลตัน

 

 

“เครื่องบิน”

 

 

ตอนนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจแล้วถึงความแข็งแรงของตึกแฝดที่ไม่สามารถพังมันลงมาได้ด้วยการรื้อถอนแบบดั้งเดิมใดๆ แต่ด้วยการระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนใต้ดินอย่างรุนแรงเท่านั้น อีกคำถามที่น่าสนใจสำหรับการพิจารณา คือ เครื่องบินโดยสารที่ทำจากอลูมิเนียมสามารถเจาะทะลุตึกแฝดอย่างที่ถ่ายทอดให้เราดูทางโทรทัศน์ได้หรือไม่

 

 

 

 

นี่คือเครื่องบินก่อการร้ายลำที่สองซึ่งกำลังจะทะลุทะลวงผนังเหล็กกล้าหนาสองชั้นรอบนอกและหายเข้าไปในตึกทิศใต้หมดทั้งลำ

 

 

 

   วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=cXxZNHrtyuU

http://www.youtube.com/watch?v=dDJmSLQ2IqE

 

 

VIDEO 6:

 

 

 

 

วิดีโอเป็นการแต่งเรื่อง 9/11 อย่างน่าเกลียดที่สุดโดย Evan Fairbanks ซึ่งจะเห็นเครื่องบินอลูมิเนียมตัดทะลุผ่านโครงเหล็กตึกทิศใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (ซึ่งหนาเทียบเท่ากับเกราะหน้ารถถัง) อย่างง่ายดายราวกับว่าเครื่องบินทำด้วยเหล็ก และตึกทำด้วยเนย

 

 

 

 

อีกทั้งจะสังเกตุได้ว่าชายคนที่อยู่ในรูปไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อเสียงเครื่องบินที่กำลังเข้ามาหรือเสียงแปลก ๆ ของอลูมิเนียมที่ชนทะลุเหล็ก ชายคนดังกล่าวมีปฏิกิริยาต่อการระเบิดในตึกเพียงแค่นั้น ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจน เมื่อดูรูปเครื่องบิน - ท่านจะสังเกตุได้ว่าเครื่องบินหายเข้าไปในตึก - โดยไม่มีชิ้นส่วนเครื่องบินตกหล่นแม้แต่ชิ้นน้อย และสิ่งที่น่าขำที่สุดคือ - ความเร็วของเครื่องบินไม่ได้ลงลดเมื่อ “ทะลุผ่าน” ตึก....

 

 

อย่างแรกสุด เพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราลองกลับมาดูอย่างสั้นๆถึงจุดที่ผมเริ่มต้นบทความด้วย เนื่องจากตึกแฝดไม่ได้ถล่มเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงจากเครื่องบิน แต่เป็นเพราะการระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนใต้ดินขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นมันถล่มลงมาใน “คำสั่งที่ผิดพลาด” และนอกจากนี้ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ซึ่งไม่ได้ถูกชนโดย “เครื่องบินก่อการร้าย” ใดๆก็ถล่มลงมาด้วย เราสามารถสันนิษฐานได้ว่าเครื่องบินไม่ได้จำเป็นจริงๆ มันเกินความจำเป็น เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรกับการถล่มของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นี้ (น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเพลิงไหม้อาจนำเข้ามาในถังบาร์เรล) เมื่อเครื่องบินนั้นเกินความจำเป็น จึงสามารถจะเชื่อได้ว่า อาชญากรรมในวันที่ 11 กันยายนสามารเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีเครื่องบินลำใดๆมาเกี่ยวข้อง ตึกแฝดและตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ก็ต้องถล่มอยู่ดี เนื่องจากบางคนได้ตัดสินไปเช่นนั้นและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ “เครื่องบิน”  เพราะฉะนั้นนักวิจัยเหตุการณ์ 11 กันยายนผู้มีเหตุผลหลายท่านเริ่มที่จะตั้งคำถามต่อแถลงการณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯที่ว่ามี “เครื่องบิน” ที่พุ่งชนตึกแฝดอย่างชัดเจน งานวิจัยมากมายปรากฎอยู่บนอินเตอร์เน็ตในขณะนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีดีโอที่โด่งดัง “เงื่อนงำเกี่ยวกับ กันยา” (September clues) และ “โกหก” (FOXED OUT) บนเวบไซต์ยูทูบ) ซึ่งประกอบไปด้วยการวิเคราะห์คลิป 11 กันยายนหลายๆอันซึ่งแสดงให้เห็นถึง “เครื่องบิน” และการพิสูจน์ว่า “เครื่องบิน” นี้เป็นภาพที่สร้างขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนข้อความเหล่านี้เลือกใช้วิธีการอื่น แทนที่การวิเคราะห์สิ่งที่ไม่สอดคล้องกันหลายๆอย่างของวีดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายนดังกล่าว ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าผู้เขียนข้อความเหล่านี้เลือกที่จะมุ่งตรงไปยังประเด็นที่ตนต้องการ อลูมิเนียมไม่สามารถเจาะทะลุเหล็กได้ ในการที่จะเชื่อว่าเครื่องบินอลูมิเนียมโบอิ้ง 767 สองลำสามารถที่จะทะลุทะลวงเสารอบนอกหนาสองชั้นดังที่เห็นในภาพด้านบน เหมือนกับการเชื่อว่ากฎฟิสิกส์ตัดสินใจที่จะไปพักผ่อนในวันที่ 11 กันยายน 2001 อย่างกระทันหัน

 

 

เป็นที่เข้าใจได้ว่าบางคนอาจจะตั้งคำถามต่อไปนี้ เมื่อเครื่องบินที่แม้จะทำจากอลูมิเนียมบินด้วยความเร็วเกือบ 500 ไมล์ต่อชั่วโมง เนื่องจากมวลมหาศาลและความเร็วมันจึงมีพลังงานจลน์มากพอที่จะเจาะทะลุตึกแฝด แม้ว่าตึกแฝดจะทำจากเหล็กกล้าก็ตาม อย่างไรก็แล้วแต่นี่เป็นวิธีการที่ผิด ใช่ ตามปรกติมันดูเหมือนว่าเครื่องบินลำใหญ่ที่กำลังเคลื่อนที่อย่างเร็วก็คือพลังงานจำนวนมาก และคนที่คิดว่ามันมีเหตุผลสำหรับเครื่องบินในการที่จะสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับตึกที่พุ่งชน แต่ท่านคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น สมมุติว่า ถ้าเครื่องบินหยุดอยู่กับที่ในอากาศ และใครบางคนหยิบหนึ่งในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ขนาดมหึมาขึ้นมา แกว่งมันไปมาอย่างรุนแรง และทุบเครื่องบินที่ความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง? ท่านคิดว่ามันจะทำให้เครื่องบินพังยับ หรือเครื่องบินจะทะลุผ่านตึกที่กำลังเคลื่อนที่อย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีแม้กระทั่งชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดหลงเหลืออยู่ด้านนอกของตึกเลย (ที่มีความหนาสองเท่าของเกราะด้านหน้าของรถถัง)? ลองคิดถึงปัญหาสมมติฐานดังกล่าว เพราะว่าแม้เครื่องบินจะพุ่งชนตึกที่ตั้งอยู่กับที่ หรือตึกถูกชนโดยเครื่องบินที่หยุดอยู่กับที่ หลักฟิสิกส์ของเหตุการณ์นี้ก็ยังคงเหมือนกัน ความรู้สึกตอบโต้จากโดยสัญชาตญาณต่อการทำลายจาก “เครื่องบินที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว” อาจจะไม่ถูกต้องเท่าใดนัก

 

 

 

 

 

 

ในรูปด้านบน – ความเสียหายที่เกิดกับตึกใกล้เคียง “ตึกเวไรซอน” จากชิ้นส่วนโครงเหล็ก

 

 

โปรดดูรูปด้านบนและลองคิดว่าหากชิ้นส่วนโครงเหล็กนั้นตกใส่เครื่องบินโบอิ้งที่จอดใต้ตึกจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบิน? ถูกต้องแล้ว – เครื่องบินจะแบนราบแน่นอน ท่านจะหายสงสัยว่าเครื่องบินโดยสารจะแบนขนาดไหนหากดูวิดีโอด้านล่าง (ดูเพียงแค่นาทีครึ่งแล้วจะเข้าใจความหมาย – หลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องดูวิดีโอส่วนที่เหลือ) :

 

 

   วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=inXhxm47JrY

ลิงค์สำรอง: http://www.youtube.com/watch?v=UTytIbuAg9U

หรือหากไม่พบวิดีโอนี้ ท่านอาจลองค้นหาในยูทูบโดยใช้คำว่า “Filmtricks und falsche Zeugen”

       

 

VIDEO 7:

 

 

 

 

หลายคนที่ในตอนแรกไม่ได้ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อการก่อสร้างของตึกแฝดและคิดในตอนแรกว่าด้านนอกของตึกแฝดทำมาจากหน้าต่างกระจกแผ่นใหญ่เพียงอย่างเดียว (ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าจะปล่อยให้เครื่องบินเจาะเข้ามาได้) ต่อมากลับตกตะลึงว่าตึกแฝดในความเป็นจริงแล้วทำจากเสาเหล็กกล้าอย่างหนาไม่ได้ต่างจากเสาแกนเหล็กกล้า และเสาเหล็กกล้าที่ติดตั้งอย่างแน่นหนานี้ที่จริงแล้วประกอบกันเป็นผนังด้านนอกของตึก เมื่อเรื่องนี้เป็นที่ชัดเจน มันยังชัดเจนอีกด้วยว่าไม่มีเครื่องบินที่จะสามารถพุ่งชนเข้าไปได้ทั้งลำ (รวมไปถึงแม้กระทั่งปลายของปีกและหาง ไม่ต้องพูดถึงเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนใต้ปีกเลย) ผ่านเสาเหล็กกล้าอย่างหนารอบนอกที่ติดตั้งอย่างแน่นหนา และหายเข้าไปในตึกหมดทั้งลำโดยที่ไม่มีแม้กระทั่งชิ้นส่วนที่บอบบางที่สุดของเครื่องบินหล่นลงมาที่พื้นถนนเลย

 

 

ผู้อ่านสูงวัยบางท่านอาจจะพอจำได้ว่า อะไรคือผลของการพุ่งชนเรือรบหลักและเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาโดยเครื่องบินพลีชีพกามิกาเซ่ของญี่ปุ่นถ้าเครื่องบินเหล่านั้นชนเข้าที่ด้านข้างเรือ เครื่องบินแค่แตกออกเป็นเสี่ยง (โดยที่ไม่ได้เจาะทะลุด้านข้างเรือ) และตกลงอย่างง่ายดาย ในกรณีของเรือที่ไม่หุ้มเกราะ สิ่งที่มากที่สุดที่สุดที่เจาะทะลุเข้าไปในเรือได้จริงๆ คือ มอเตอร์เหล็ก แต่ไม่เคยมีส่วนอื่นของเครื่องบิน เช่น ปีก หาง หรือลำตัว    

 

 

 

 

 

 

ภาพจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่กระทำโดยเครื่องบินพลีชีพกามิกาเซ่ต่อเรือไม่หุ้มเกราะของสหรัฐฯ ข้อสังเกต: เรือหุ้มเกราะ (เช่นเรือรบหลัก) ไม่สามารถถูกเจาะได้แม้แต่นิดเดียว


 

 

จากหลักฐานนี้ คนคนหนึ่งสามารถประเมินได้ด้วยตัวเองเมื่อดูภาพของเสาแกนต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

บน: รูปด้านข้างของเสาแกนที่เหลืออยู่ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่ “Ground Zero” ความหนาพอสมควรของพวกมันประเมินได้ง่ายๆ จริงๆแล้วมันมีจุดเด่นอยู่ที่ผนังหนา 2.5 นิ้ว เสาหนาขนาดนี้ทำจากเหล็กกล้าที่ประกอบเป็นทั้งแกนหลักและผนังรอบนอกทั้งหมดของตึกแฝด

 

 

 

 

 

 

 

ในภาพร่างอย่างเป็นทางการนี้ท่านสามารถเห็นได้ว่าโครงสร้างแกนหนาเหล่านี้ถูกติดตั้งอย่างไรในความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ตรงกลางของตึกอย่างที่หลายๆคนเชื่อ แต่ยังรวมไปถึงรอบนอกสุดทั้งหมดด้วย

 

 

จะมีใครที่เชื่อจริงๆหรือว่าเครื่องบิน “โบอิ้ง” ทั้งลำ (รวมไปถึงหาง ปีก และเครื่องยนต์ขนาดใหญ่) ที่ทำจากอลูมิเนียมจะสามารถเจาะทะลุผ่านผนังเสาเหล็กอย่างที่เห็นในรูปด้านบนได้? เสาซึ่งตั้งห่างจากกัน 1 เมตรตามแนวรอบนอกตึกแฝด?

 

 

 

 

 

ตรวจสอบความหนาของเสาโครงเหล็กตึกแฝดที่ “ground zero”

 

 

จริงๆแล้วมันอาจจะยากเกินไปสักหน่อยที่จะทำความเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับอลูมิเนียมที่จะเจาะทะลุเหล็ก ดังนั้นเพื่อที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้โดยเฉพาะ นี่คือคำบอกใบ้เล็กๆน้อยๆ – ข้อสมมติฐานเบื้องต้น เป็นที่ทราบกันดีว่ากระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะทำจากวัสดุที่แข็งแรงกว่าเกราะที่ต้องการจะเจาะทะลุ ตามปกติกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะจะทำจากแร่วูลแฟรม(ทังสเตน) (อเมริกาก็ผลิตลูกปืนใหญ่เจาะเกราะ โดยใช้แร่ยูเรเนียม-238 แทนที่แร่วุลแฟรมซึ่งมีราคาแพง แร่ยูเรเนียม-238นี้ ถือได้ว่าเป็นแร่ที่ไร้ประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังสามารถใช้เป็นวัสดุสำหรับทำเป็นเกราะป้องกันได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นแร่ที่มีน้ำหนักและความหนาแน่นมากกว่าเหล็กทั่วไป)

 

 

กระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะที่ทำจากอลูมิเนียมไม่ได้มีอยู่จริง มันคือความจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง เหมือนกับที่ไม่มีดาบอลูมิเนียมหรือเครื่องมือตัดเจาะอื่นๆทำจากโลหะนี้อยู่จริง ความคิดที่ว่าสิ่งของที่ทำจากอลูมิเนียมอาจจะสามารถตัดเหล็กได้ฟังดูจะ “แปลกเหลือเชื่อ” ไปสักหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าบ้า ควรจะมีการระบุเพิ่มเติมด้วยว่า กระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะที่ใช้ยิงต่อสู้กับรถถังหรือสิ่งหุ้มเกราะอื่นๆ พุ่งไปที่เป้าหมายด้วยความเร็วอย่างน้อยสามเท่าของความเร็วของเสียง ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะทำจากแร่วูลแฟรม ความจริงข้อนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้มันมีประสิทธิภาพในการเจาะเกราะได้ นอกจากนี้ความเร็วที่สูงมากเป็นปัจจัยที่จำเป็นลำดับที่สองด้วย ความเร็วของกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะแบบปรกติที่ถูกยิงออกจากปืนใหญ่ต่อสู้รถถังมีมากกว่าความเร็วเสียงสามเท่าหรืออย่างน้อย 1,000 เมตรต่อวินาที แต่โดยปรกติจะเร็วกว่านั้น ขณะที่ความเร็วในการเดินทางสูงสุดของเครื่องบินโดยสารโบอิ้งลำใดๆก็ตามช้ากว่าความเร็วเสียง คือ น้อยกว่า 250 เมตรต่อวินาทีในกรณีที่ดีที่สุด

 

 

เป็นการดีที่เราจะพิจารณาเสาเหล่านี้อีกครั้ง และจินตนาการว่าผนังหนาสองเท่าเปรียบเทียบได้กับเกราะบางอันที่ใช้ทำรถถัง ในการที่จะเจาะทะลุเสาพวกนี้เพียงอย่างเดียวคงจะเป็นงานที่ท้าทายสำหรับกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะที่ถูกยิงออกจากปากกระบอกอันยาวของปืนใหญ่ต่อสู้รถถังในระยะเผาขน ในความเป็นจริงแนวคิดเกี่ยวกับ “ผนังสองชั้น” นี้นำมาใช้ได้แค่กับกรณีของกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะเท่านั้น เพราะว่ามันต้องพบกับภารกิจในการเจาะทะลุเพียงแค่ผนังสองชั้นที่ทำมุมฉากกับวิถีกระสุน

 

 

อย่างไรก็ตาม เครื่องบินอลูมิเนียมต้องเผชิญกับภารกิจที่ใหญ่ยิ่งกว่าผนังสองชั้นที่ทำมุมฉากกับมัน มันต้องตัดผนังมากกว่าสองชั้น ซึ่งขนานไปกับมัน เพราะปล่องแต่ละอันมีผนัง 4 ด้านไม่ใช่แค่ 2 และสองด้านที่คู่ขนานนี้จะต้องมี “ความหนา” ที่มากมายยิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

 

 

 

 

 

รูปด้านบนคือแบบจำลองที่แสดงให้เห็นเสาเหล็กรอบอาคารแฝดที่มีสองแบบจากพื้นดินเมื่อถูก “เครื่องบิน” ชน ผมได้เพิ่มลูกศรเพื่อชี้ให้เห็นความหนาของเหล็กที่ถูกเจาะหรือตัดด้วยปีกเครื่องบินและกระสุนเจาะเกราะเพื่อเปรียบเทียบกัน แบบจำลองในลักษณะนี้สามารถดูได้จาก:

http://wtcmodel.wikidot.com/nist-core-column-data

 

 

ตอนนี้ผมเดาว่ามันคงจะง่ายขึ้นที่จะพิจารณาประสิทธิภาพในการเจาะเกราะที่กล่าวมาของ “เครื่องบินอลูมิเนียมโบอิ้ง 767” หลังจากการเปรียบเทียบกับกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะ ทำไม “คณะกรรมาธิการเหตุการณ์ 11 กันยายน” หรือเหล่า “วิศวกร” จากสถาบันมาตรวิทยาสหรัฐฯ (NIST) ที่กล่าวถึงข้างต้นถึงไม่ต้องการที่จะพยายามทำการทดสอบแบบเจาะลึกกับผู้โดยสารเครื่องบินโบอิ้ง 767 ที่ถูกละเลยและกับเสาจำนวนมากเหล่านั้น การทดสอบแบบนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะพิสูจน์ให้กับคนที่ยังสงสัยว่ามันเป็น “เครื่องบินก่อการร้าย” จริงๆที่ถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ความเข้าใจพิเศษอันนี้นำหลายคนไปสู่ความเชื่อที่ว่า เนื่องจากเครื่องบินประเภทที่ทำจากอลูมิเนียมไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำนี้ ดังนั้นจึงมีเพียงแค่เครื่องบินประเภท “ภาพที่สร้างขึ้น” สามารถเจาะทะลุผนังเหล็กหนาสองชั้นรอบนอกของตึกแฝดที่พังทลายไปแล้วได้... 

 

 

 

 

 

ภาพซึ่งมองเห็นรายละเอียดความเสียหายจากการพุ่งชนตึกแฝดของเครื่องโบอิ้ง767

 

 

จากภาพนี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ภายนอกตึกถูกตัดเป็นเส้นตรงอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำแนวคู่ขนานกันอีกด้วย ลักษณะของ “โพรงซึ่งถูกเจาะโดยเครื่องบิน” ดูไม่เหมือนรูปร่างของเครื่องบินแม้แต่น้อย โดยหลักการแล้ว คำอธิบายของเหตุการณ์นี้ง่ายมาก จากภาพที่ท่านเห็นอยู่นี้ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากแท่งเหล็กแค่เพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ครอบอยู่ด้านนอกของตัวตึก และต่างจากเสาเหล็กโครงสร้างของตึก (ซึ่งเป็นชิ้นเดียวกันนับตั้งแต่ฐานหินแกรนิตของแมนฮัตตั้น ไปถึงด้านบนสุดของปราการ) ตรงที่แผ่นอลูมิเนียมเหล่านี้ประกอบขึ้นจากแผ่นอลูมิเนียมสั้นๆ หลายๆ แผ่นต่อกันเป็นส่วนๆ ขึ้นไป หากท่านพิจารณาดูให้ดี จากภาพด้านบน จะเห็นเส้นตรงขนานพื้นดินจำนวนหนึ่ง ขนานซึ่งกันและกันไปเรื่อยๆ เป็นช่วงเท่าๆ กัน และจากด้านหน้าของตึกในส่วนที่ไม่เกิดความเสียหาย ว่าเส้นเหล่านี้ไม่ใช่อื่นใดนอกจากช่องต่อของแผ่นอลูมิเนียมที่ครอบด้านนอกตัวตึก ซึ่งแสดงให้เห็นขนาดที่แท้จริงของแผ่นอลูมิเนียมดังกล่าว ปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ 11 กันยายน ก็คือ การวางระเบิด (เพื่อที่จะสร้างโพรงหลอกๆ จากการชนของเครื่องบิน) ต้องทำจากภายนอกไม่ใช่จากภายในตึก กล่าวคือการวางระเบิดนั้นต้องกระทำโดยให้แรงระเบิดเป็นไปในทิศทางเข้าด้านในตัวตึก เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นจริง ถ้าพวกเขาวางระเบิดเหล่านี้จากด้านในของตึกจริง ชั้นทั้งชั้นของตึกซึ่งเป็นจุดที่ควรถูกชนโดยเครื่องบินคงไม่พังลงไปด้านในอย่างที่มันเป็น มันถูกทำลายด้วยระเบิดจากภายใน และดังนั้นผู้คนควรจะพบเห็นชิ้นส่วนของตึกได้บนถนนของแมนฮัตตันแทนที่จะเป็นล้อหรือเครื่องยนต์ของเครื่องบิน

 

 

แน่นอนว่าที่กล่าวมานั้นไม่สามารถยอมรับได้ การจะไปติดระเบิดจากด้านนอกของตัวตึกแฝดก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะมันจะทำให้เป็นที่สังเกตได้ ผู้ก่อการฉลาดแกมโกงของเหตุการณ์ 11 กันยายน จึงวางระเบิดซ่อนไว้ในระหว่างใต้ส่วนอลูมิเนียมครอบด้านนอกตัวตึกและตัวเสาเหล็กกล้าของตึกเอง แรงระเบิดพุ่งเข้าไปด้านในของตัวตึกเพื่อตัดเสาเหล็กตรงจุดที่ต้องการอย่างแม่นยำ แล้วมันก็ใช้การได้เสียด้วย ท่านก็สามารถเห็นได้เองว่าเสาเหล็กภายใน (ซึ่งดูจากสีแล้วเหมือนขึ้น“สนิม”นี้ตัดกับสีน้ำเงินสว่างจากอลูมิเนียม) และจริงๆแล้วก็มีการตัดตรงหลายๆ จุดที่ต้องการเพื่อให้เกิดเป็นโพรงที่ตรงกับจุดที่ควรจะถูกชนโดยเครื่องบิน ยิ่งไปกว่านั้นตรงปลายของเสาเหล็กก็โค้งงอเข้าไปด้านในอย่างที่ควรจะเป็น แต่โชคไม่ดีที่ผู้ก่อการเหตุการณ์ 11 กันยายน ลืมคิดคำนวนถึงบางอย่างไป แม้ว่าแรงระเบิดส่วนใหญ่ของระเบิดเหล่านี้มีทิศทางเข้าสู่ด้านในตัวตึก ตามทิศทางโค้งงอของเหล็ก แต่บางส่วนกลับระเบิดออกในทางกลับกัน ส่งผลให้เกิด “การถีบกลับ” และการถีบกลับนี้เองเป็นตัวระเบิดส่วนหน้าของตัวตึกที่เป็นอลูมิเนียม แทนที่จะเป็นการตัดแผ่นอลูมิเนียมอย่างระมัดระวังในจุดที่ต้องการ การระเบิดอย่างไร้ระเบียบควบคุมไม่ได้ ได้ทำให้ชิ้นส่วนอลูมิเนียมยาวๆ ทั้งชิ้นตกราวกับถูกโยนออกมาด้านนอกถนน

 

 

ดังนั้นเนื่องมาจากที่ของระเบิดที่ถูกติดตั้งไว้ในแนวตั้ง เป็นผลให้จุดที่โดนระเบิดแต่ละที่มีความเสียหายไม่เท่ากัน ดูได้จากแผ่นอลูมิเนียมที่บ้างก็หลุดออกมาหนึ่งส่วน สองส่วน และในบางที่ก็ถึงสามส่วนเลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ “โพรงที่ถูกเจาะโดยเครื่องบิน” มีสภาพและรูปร่างโง่ๆ เป็นบันไดแทนที่จะมีรูปร่างเป็นรูปของ“เครื่องบิน”อย่างที่ควรจะเป็น ผลมันจะเป็นอย่างไรหากตัวตึกไม่มีส่วนอลูมิเนียมและมีเพียงแต่ส่วนของเสาเหล็ก

 

 

[ข้อความที่แทรกด้านล่างไม่มีอยู่ในต้นฉบับนิตยสารเน็กซุส แต่มีอยู่ในบทความฉบับอินเตอร์เน็ต] ท่านจะเห็นชัดเจนว่า เศษชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมที่พัดปลิวว่อนในวิดีโอสุดท้ายซึ่งอยู่ตอนท้ายบทความและต้องการสื่อให้เห็นว่าไม่มีกระแสอากาศหมุนวนของเครื่องยนต์ในเครื่องบิน ในวิดีโอช่วงแรกจะเห็นเศษชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมที่มีความยาวเท่ากันพัดปลิวว่อนอยู่เหนือสะเก็ดไฟระเบิดที่มาจาก “เครื่องบินลำแรก” ซึ่งเจาะทะลุตึกทิศเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ด้านล่างเป็นรูปในวิดีโอที่แสดงให้เห็นการปลิวว่อนของเศษชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมซึ่งมีความยาวเท่ากัน:

 

 

 

 

 

ผมเฝ้ารอคอยมาตลอดว่าจะได้เห็นรูปที่แสดงถึงเศษชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมด้านนอกปลิวว่อนขณะระเบิด แต่เพราะรูปลักษณะนั้นทางการสหรัฐถือเป็น “การปลุกปั่น” จึงถูกเซ็นเซอร์ และไม่สามารถหาได้ทางอินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานหลายปี แต่อาจเป็นโชคของผมที่สุดท้ายก็พบรูปโดยบังเอิญ (หรืออาจเป็นความต้องการของพระเจ้าก็ได้)

 

 

วันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ผมบังเอิญเห็นนิตยสาร “ไลฟ์” ฉบับพิเศษในร้านหนังสือที่กรุงเทพฯ ฉบับพิเศษนี้มีชื่อว่า “นำพาความยุติธรรม” ซึ่งหมายถึง “การปลิดชีพ” โอซามา บิน ลาเดน (ตามข้อกล่าวอ้างว่าถูกหน่วยคอมมานโดสหรัฐ “ปลิดชีพ” ในปากีสถานดินแดนอธิปไตยของประเทศเอกราช และศพถูกรีบนำไปทิ้งทะเลลึกห่างไป 2,000 กิโลเมตร) โดยปกติแล้วผมไม่สนใจเรื่องข่าวแบบนี้ แต่ตอนนั้นผมรอเพื่อนและไม่รู้จะทำอะไร ผมจึงซื้อนิตยสารเล่มนี้และเปิดดูผ่าน ๆ

 

 

 

 

ปกนิตยสารที่ผมพูดถึง

 

 

นอกจากรูปที่ชัดเจนของโอซามา บิน ลาเดน และญาติพี่น้อง รวมทั้งรูปที่ใช้โฆษณาไร้สาระ ในนิตยสารหน้า 8-9 มีรูปการระเบิดตึกทิศใต้ที่แสดงการปลุกปั่น – ซึ่งเป็นรูปที่ผมรอคอยมาตลอด! ผมสแกนรูปในนิตยสาร รูปเป็นของ Naomi Stock ผมไม่อยากให้ผู้อ่านของผมพลาดรูปถ่ายที่คาดไม่ถึงนี้ และผมหวังว่า Ms Naomi Stock คงจะไม่โกรธที่ผมใส่รูปของเธอไว้ที่นี่เพราะเป็นหลักฐาน 9/11 ชิ้นสำคัญที่สุดซึ่งถูกปิดบังเป็นเวลานาน:

 

 

 

 

 

 

รูปที่ชัดเจนนี้แสดงให้เห็นรายละเอียดชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมที่มีขนาดเท่ากันปลิวว่อนจากระเบิด มีลูกสะเก็ดไฟสีส้มมาจากข้างในตึก บางชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมที่เห็นในรูปมีรายละเอียดชัดเจนไม่มากก็น้อย สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมปลิวไปทั้งสองทิศทาง – ทางขวาคือตาม “เส้นทาง” ของ “เครื่องบิน” ที่กล่าวอ้าง – และทางซ้ายคือทิศทางตรงข้ามกับ “เส้นทาง” ของ “เครื่องบิน” ที่กล่าวอ้าง (“เครื่องบิน” ตามเรื่องราวจากทางการและตามวิดีโอที่ให้ดูทางโทรทัศน์ซึ่งบินมาตึกทิศใต้จากทางซ้าย)

 

 

ลองย้อนกลับไปดูรูปแรกด้านบนซึ่งแสดงรายละเอียดความเสียหายและหลุม “ใหญ่ราบ” ประหลาดที่กล่าวอ้างว่าเกิดจากเครื่องบินอลูมิเนียมชนในเสาเหล็กของตึกทิศเหนือเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (รวมทั้ง “รอยตัดแคบ” ซึ่งอ้างว่าเกิดจากปีกอลูมิเนียมและหางอลูมิเนียมของ “เครื่องบินก่อการร้าย” อลูมิเนียม) ในจุดนั้นผมมีรูปถ่ายที่ดีกว่ารูปด้านบน:

 

 

 

 

 

 

 

เนื่องจากเราเข้าใจเรื่องโครงอลูมิเนียมแล้ว (ซึ่งมีส่วนความยาวเท่ากัน) และเนื่องจากเราเข้าใจเรื่องเสาเหล็กภายใต้ชิ้นส่วนโครงแล้ว จึงทำให้เราเข้าใจชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากนั้น ในรูปนี้ยังเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังยืนพิงเสาเหล็กต้นหนึ่งของตึกเวิลด์เทรดที่หลุดยื่นอย่างหมดหวัง ทราบชื่อในภายหลังว่าเป็นนางเอ็ดน่า ซินตรอน ซึ่งหวังจะได้รับการช่วยเหลือในนาทีสุดท้ายก่อนการพังทลายของตึก โชคร้ายที่เธอเสียชีวิตขณะที่ตึกทิศเหนือถล่ม แม้ว่าในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิตนี้หล่อนได้แสดงให้ทั่วโลกได้เห็น (ในความเป็นจริง จุดที่เธอยืนอยู่เรียกได้ว่าเป็น “hot spot” ซึ่งควรเป็นที่ๆ “เหล็กหลอมละลาย”) ว่าอเมริกาได้โกหกหน้าตาเฉยต่อชาวโลก

 

 

แน่นอนว่า คนที่ไม่รู้เรื่องราวอีกมากมายที่อ่านมาถึงจุดนี้ ย่อมตั้งคำถามที่มีเหตุผล – เกี่ยวกับพยานบุคคลซึ่งเห็น “เครื่องบิน” ด้วยตาตนเองล่ะ คำตอบคือ พยานที่ไม่เห็นเครื่องบินใดๆ เลย มีจำนวนเท่าๆ กันกับ “ประจักษ์พยาน” ซึ่งแสร้งทำเป็น “เห็น” “เครื่องบิน” เหล่านั้น

 

 

หมายเหตุ: ในยูทูบของผมมีการเผยแพร่ข่าวซึ่ง “ปลุกปั่น” ตั้งแต่เริ่มเกิดโศกนาฏกรรม 9/11 วิดีโอเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีพยานคนใดที่เห็นหรือได้ยินเสียง “เครื่องบิน” แต่มีพยานที่เห็นและได้ยินเสียงระเบิดจากชั้นบนของตึกแฝด ซึ่งดูได้จากลิงค์วิดีโอดังต่อไปนี้:

 

 

 

http://www.youtube.com/watch?v=0YarBxlIzUk

http://www.youtube.com/watch?v=y68DfCMQS7c

http://www.youtube.com/watch?v=kPiQf53TSr4

http://www.youtube.com/watch?v=d3LXJwI-7xY

http://www.youtube.com/watch?v=bq1-BceNcm0

http://www.youtube.com/watch?v=XA8xD9Cfu40

http://www.youtube.com/watch?v=LT-Xa7rn7K4

http://www.youtube.com/watch?v=2VpWQ88Y9WM

http://www.youtube.com/watch?v=CI2lWZY869I

http://www.youtube.com/watch?v=7c8eT99_Bas

 

ดังนั้นท่านคงเข้าใจแล้วว่า เหตุการณ์ 11 กันยายน นั้นเป็นการลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่ และหากไม่มีใครจัดการนำเอาวีดีโอ “เครื่องบิน” ชนทะลุตึกเหล็กแฝดอย่างง่ายดายราวกับเครื่องบินทำจากเหล็ก ส่วนตึกก็ราวกับทำมาจากเนยแข็งก็ไม่ปาน แล้วยังนำวีดีโอเหล่านั้นออกเผยแพร่ทางสื่อมวลชนทุกแขนง ดังนั้นจะเป็นการไร้เหตุผลหรือ หากผมจะเสนอว่า เขาได้เตรียมการทั้งหมดเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วทั้งพยานบุคคลปลอมๆ ที่บอกว่าเป็นคนถ่าย “วีดีโอ” เหล่านั้น และเห็น “เครื่องบิน” ด้วยตาของพวกเขาเอง? เป็นที่แน่นอนว่าเราต้องเสนอว่า มีใครบางคนสร้างเหตุการณ์นี้ขึ้น “พยานบุคคล” ซึ่งเห็นภาพเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยตาตนเอง ตอนที่เครื่องบินอลูมิเนียมชนทะลุกำแพงสองชั้นของตึกเหล็กคู่แฝด เป็นนักแสดงที่ได้รับการว่าจ้างโดยผู้ก่อการเหตุการณ์ 11 กันยายน เพื่อให้ลวงสื่อและชาวโลก

 

 

 

และวิดีโออีกสองชิ้นสุดท้าย

 

วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=Rml2TL5N8ds

 

http://www.youtube.com/watch?v=uT1q0j5Pzr0  (เรื่องที่สอง)

 

VIDEO 8:

 

 

 

วิดีโอนี้เป็นการวิจัยที่ละเอียดที่สุดและดีที่สุดนับจนถึงปัจจุบันในเรื่อง “เครื่องบิน” 9/11 โดยนักวิจัย 9/11 ผู้มีชื่อเสียงและผู้เชี่ยวชาญด้านวิดีโอชื่อ Collin Alexander หรืออีกชื่อหนึ่ง “Ace Baker” วิดีโอนี้เป็นสิ่งที่ “ต้องดู”

 

 

และวิดีโอสุดท้ายเป็นวิดีโอสั้น ๆ โดยไม่ต้องมีคำบรรยาย ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าท่านถูกหลอกลวงเรื่องเครื่องบินอย่างไร อีกทั้งในวิดีโอช่วงเริ่มต้น ท่านจะเห็นชิ้นส่วนโครงอลูมิเนียมปลิวว่อนตามที่ได้อธิบายแล้วข้างต้น

 

วิดีโอ - ลิงค์ยูทูบ: http://www.youtube.com/watch?v=Xlj1mVD2-HM

 

 

VIDEO 9:

 

 

 

 

 

[คำบรรยายแบบคำต่อคำจากยูทูบโดยผู้จัดทำวิดีโอ:] จากวิดีโอเทปทั้งหมดในการโจมตีครั้งที่ 1 และ 2 ไม่พบเห็นกระแสอากาศหมุนวน ผมรู้เรื่องนี้เมื่อ Factfinder general จาก Pilots for Truth บอกผมเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนั้น Rob Balsamo ซึ่งเป็นนักบินตั้งข้อสงสัยว่า ความร้อนจากระเบิดนั้นร้อนเกินกว่าที่จะได้รับผลกระทบจากกระแสอากาศหมุนวน หลังจากนั้นผมก็ได้ดูวิดีโอเหล่านี้ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าในไฟเพลิงระเบิดยังมีกระแสอากาศหมุนวนเหมือนกับในภาวะอากาศปกติ เมื่อดูวิดีโอ 911 ในรูปแบบเอชดีที่มีความคมชัดสูงและดูระยะใกล้แล้วจะไม่พบอากาศปั่นป่วนในกลุ่มควันหรือไฟ มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือไม่มีเครื่องบิน ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นหลักฐานที่หนักแน่น การวางระเบิดไว้ใต้ดินสามารถทำให้ดูดี แต่ไม่สามารถลอกเลียนผลกระทบจากอากาศปั่นป่วนหรือกระแสอากาศหมุนวนของเครื่องยนต์ไอพ่นได้จริง

 

 

 

กฏของฟิสิกส์ไม่ได้หยุดทำงานแม้ในเหตุการณ์ 11 กันยายน แต่อย่างไรก็ตามหลังจากมีภาพวีดีโอที่ดูน่าเชื่อถือออกทางโทรทัศน์และสื่อต่างๆ   ผู้คนเริ่มหลงเชื่อภาพนั้นราวกับกฎฟิสิกส์ได้ลาพักร้อน...

 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้นพจนานุกรมภาษาอังกฤษเก่าๆ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งได้รับการจำกัดความคำศัพท์เฉพาะทางปรมาณูคำว่า “ground zero” อย่างแปลกประหลาดไว้ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการเอาชนะกับภาพลวงของเหตุการณ์ 11 กันยายน และดึงเอาสามัญสำนึกกลับจากพักร้อน

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเราได้ดูภาพประกอบกับคำจำกัดความจากพจนานุกรมภาษาอังกฤษเล่มเก่าๆ แสดงให้เห็นว่าหินแกรนิตที่ละลายไหลไปที่ใด ภาพนี้ถูกถ่ายขึ้นจากโพรงใต้ดินที่ถูกระเบิดของนิวเคลียร์ของตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ หลังจากการเย็นตัวลงของชั้นหิน และในท้ายที่สุดสถานที่แห่งนี้ได้รับการทำความสะอาดจากรังสีตกค้าง

 

 

 

 

 

บางทีภาพเหตุการณ์ 11 กันยายนที่วาดขึ้นโดยผมในบทความนี้คงจะไม่สมบูรณ์ถ้าปราศจากคำให้การของพยานอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย บางทีอย่างน้อยคำให้การเพียงอันเดียวของพยานนั้นจำเป็นมากจริงๆ มีคำให้การมากมายปรากฎอยู่ แต่ผมเลือกอันที่ดีและน่าเชื่อถือที่สุดมาหนึ่งอัน

 

 

มีบทความที่โดดเด่นอยู่ชิ้นหนึ่งชื่อว่า “รูดี้ในวันอังคาร” (Rudy Tuesday) ตีพิมพ์ในนิตยสารออนไลน์นิวยอร์คไทมส์[[4]] บทความนี้ไม่ได้เพียงแค่โดดเด่น เพราะคำว่า ground zero ที่เกี่ยวข้องกับ “Ground Zero” ของแมนฮัตตันที่ใช้ในนี้ “อย่างที่มันเป็น” คือ ไม่มีเครื่องหมายคำพูดและไม่ได้ใช้อักษรตัวใหญ่ ราวกับที่อยู่ในคู่มือเกี่ยวกับการป้องกันภัยแก่พลเรือน แต่เป็นเพราะว่าคำแถลงของอดีตผู้ว่าการเมืองนิวยอร์ค รูดอล์ฟ จูลีอานี

 

 

ผมคิดว่ามันเป็นผลงานชิ้นเอกของหลักฐานสำคัญของเหตุการณ์ 11 กันยายน และเป็นคำให้การของพยานที่สำคัญจากมุมมองด้านจิตวิทยา ซึ่งผมจำเป็นต้องยกส่วนของบทความมาไว้ที่นี่โดยไม่แก้ไขอะไรทั้งนั้น

 

 

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามผมได้ทำเป็นตัวอักษรหนาไว้ อย่าลืมสังเกตว่าตามการถล่มแบบทฤษฎีแพนเค้กจากน้ำมันเชื้อเพลิงของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่คาดไม่ถึงผู้ว่าการเมืองนิวยอร์คมุ่งเข้าสู่เรื่องโกหกเกี่ยวกับนิวเคลียร์โดยขาดเหตุผลที่ชัดเจนและเริ่มสุนทรพจน์ของเขาด้วยความคิดเห็นแบบโง่ๆเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และกล่าวต่อไปด้วยการยืนยันว่าเขารู้ว่าคนงาน (คนที่เขาส่งไปทำความสะอาด ground zero โดยที่ไม่ได้แจกจ่ายชุดป้องกันสารเคมีให้) ที่ ground zero กำลังยืนอยู่บนอะไร

 

 

“ใช่ เหตุการณ์ 11 กันยายน ภายในห้องกินข้าว หลังจากที่สลัดถูกเสิร์ฟแล้ว สมาชิกสภาคองเกรสแห่งรัฐเดลาแวร์ ไมค์ คาสเซิล ก็รับไมโครโฟนมา เขาพูดถึงรูดี้และพนักงานทำความสะอาด โทรศัพท์แบล๊กเบอร์รี่ยังคงเลื่อนไปเรื่อยๆ แต่แล้วคาสเซิลพูดถึงทัวร์ ground zero ที่ผู้ว่าการได้จัดให้เขาและสมาชิกสภาคนอื่นๆในวันรุ่งขึ้นภายหลังการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ “เขาไปเยือนพิธีฝังศพเกือบทุกพิธี เขาจะไปอยู่ที่นั่นในทุกๆทางที่เป็นไปได้” คาสเซิลเล่า “ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถขอบคุณเขาได้อย่างเพียงพอสำหรับสิ่งที่เขาทำ” ตอนนี้รูดี้เดินก้าวยาวๆมาที่แท่นยืน ทั้งห้องยืนขึ้น ผู้คนในชุดสูทที่โต๊ะถูกๆยืนขึ้น ส่วนคนที่ดูคล้ายจะเป็นนายธนาคารเป่าปากเสียงดัง ในตอนแรกจูลีอานีปล่อยให้ผู้คนแสดงความมีน้ำใจกับเขา เขากล่าวถึงดินแดนแห่งการอพยพเล็กน้อย เขาตั้งข้อสังเกตว่าประเทศจีนมีการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์มากกว่า 30 เครื่องตั้งแต่ที่พวกเราสร้างเครื่องสุดท้าย “บางทีพวกเราน่าจะเลียนแบบจีนบ้าง” อะไรนะ? ท่านสามารถมองเห็นบอลลูนความคิดผุดขึ้นเหนือศีรษะบรรดาผู้ฟังได้เลย นี่คือคนเดียวกับที่เราเห็นในโทรทัศน์จริงๆหรือ? คนที่ดูเหมือนกับจะเป็นประธานาธิบดีในขณะที่ประธานาธิบดีตัวจริงของเราหายตัวไป? แต่แล้วรูดี้ก็รู้สึกผ่อนคลาย ... และตอนนี้เขาแถลงแค่ว่า อิรักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งนำไปสู่ภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของคนงานก่อสร้างที่กำลังปักธงเหนือ ground zero “ผมรู้ว่าพวกกำลังยืนอยู่บนอะไร” จูลีอานีกล่าว “พวกเขากำลังยืนอยู่บนหม้อต้มขนาดใหญ่ พวกเขากำลังยืนอยู่บนไฟร้อน 2,000 ดีกรีที่ลุกโหมเป็นเวลาร้อยวัน และพวกเขาเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงในขณะที่กำลังปักธง” ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงส้อมกระทบจาน หรือเสียงสร้อยข้อมือทองกระทบกัน “พวกเขาปักธงเพื่อที่จะบอกว่า ‘ท่านไม่สามารถเอาชนะพวกเราได้ เพราะพวกเราคือชาวอเมริกัน’” ผู้ว่าการเว้นช่วงและราวกับจะบอกเป็นนัยๆหญิงชราคนหนึ่งสูดจมูก เขากล่าวต่อ “และพวกไม่ได้พูดด้วยความอวดดีหรือในเชิงก่อสงคราม แต่พูดในเชิงกล้าหาญ ความคิดของพวกเราดีกว่าของท่าน””

 

 

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักถ้า “ความคิดของพวกเขา” จะดีกว่าของพวกเราจริงๆ เพราะผมไม่คิดว่ามันเป็นความคิดที่ดีเลยที่จะรื้อถอนตึกระฟ้าที่อยู่ใจกลางเมืองที่เต็มไปประชากรจำนวนมากด้วยระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน ซึ่งแต่ละอันมีแรงระเบิดมากกว่าระเบิดที่เกาะฮิโรชิมาถึง 8 เท่า แต่ตามหลักการแล้วผมก็เห็นด้วยกับคุณจูลีอานี อาสาสมัครพื้นที่ ground zero ที่น่าสงสารกำลังยืนอยู่บนหม้อต้มขนาดใหญ่จริงและพวกเขากำลังเอาชีวิตเขาไปเสี่ยงจริง อย่างที่ท่านอาจจะคาดหวังอย่างบริสุทธิ์ใจให้เป็นแบบกรณีเมื่อคนที่เชื่ออะไรง่ายไปเยือนสถานที่การระเบิดนิวเคลียร์นี้โดยไม่สวมชุดป้องกัน

 

 

ผมเชื่อว่าตั้งแต่นี้ไปผู้อ่านคงจะมีภาพสมบูรณ์ของเหตุการณ์มากขึ้นหรือน้อยลง จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นทื่ “Ground Zero” ของเมืองแมนฮัตตันและคำว่า “ground zero” เคยหมายถึงอะไรในภาษาอังกฤษก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน และนี่ได้รับการสนับสนุนแม้กระทั่งจากคำให้การของพยานคนสำคัญ

 

 

ผมเดาว่าผู้อ่านหลายท่านจะมีคำถามมากมายแน่นอน อะไรชนเพนตากอน? ถ้าเครื่องบินไม่ได้ชนตึกแฝดแล้วเครื่องบินหายไปไหน? เกิดอะไรขึ้นกับผู้โดยสาร? เกิดอะไรขึ้นกับ “สลัดอากาศ” ตามที่กล่าวหา? เกิดอะไรขึ้นกับเที่ยวบินที่ 93? ทำไมถึงมีการพบเห็นเครื่องบินเดอะดูมส์เดย์เพลน (The Doomsday Plane) บินอยู่ในเหตุการณ์ 11 กันยายน? ทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ที่ตึกทิศเหนือจะถล่มก่อนตึกทิศใต้? ทำไมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯถึงรื้อถอนตึกแฝดและตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7? ทำไมถึงไม่ได้มีหลายกรณีของโรคที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสีแบบเฉียบพลันกับอาสาสมัคร ground zero แต่เป็นโรคที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสีแบบเรื้อรัง? ใครส่งจดหมายเชื้อโรคแอนแทรกซ์และส่งทำไม? ทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมของประเทศอื่นๆ เช่น ของรัสเซีย อินเดียและจีน ถึงเลือกที่จะไม่สังเกตว่ารัฐบาลสหรัฐฯรื้อถอนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน 150 กิโลตันสามลูก และการกระทำดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งอัฟกานิสถานหรืออิรัก? ทำไมทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ถึงเงียบ? และสุดท้าย ใครเป็นคนสร้างเหตุการณ์ 11 กันยายนและทำไม?

 

 

ท่านอาจจะสามารถเดาได้ว่า เหตุการณ์ 11 กันยายนเป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อน และแง่มุมต่างๆของมันเกี่ยวพันกันอย่างมากชนิดที่ว่ามันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ที่จะอธิบายเหตุการณ์ 11 กันยายนทั้งหมด “อย่างสั้นๆ” ในขณะที่ให้ความสนใจเพียงน้อยนิดกับแต่ละแง่มุม ผมไม่มีโอกาสเลยที่จะใส่คำอธิบายที่น่าพอใจไม่มากหรือน้อยจนเกินไปของฉากเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่อันจำกัดนี้เช่นที่บทความให้มา

 

 

ในเดือนกันยายนปี 2009 ผมได้ทำวีดีโอนำเสนอที่เข้าใจได้ไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป มีความยาว 4 ชั่วโมงและอธิบายไว้ค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายนอย่างสมบูรณ์ วีดีโอนี้สามารถหาได้บนอินเตอร์เน็ตโดยค้นหาว่า “Dimitri Khalezov video” ยิ่งไปกว่านั้นผมได้เขียนหนังสือซึ่งมีมากกว่า 500 หน้า A4 นี่เป็นเพียงการทำให้เห็นภาพว่ามันเป็นไปไม่ได้จริงๆที่จะอธิบายให้เข้าใจว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 11 กันยายนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในบทความอันจำกัดนี้ บางทีการที่จะอธิบายรายละเอียดทางเทคนิคของการโจมตีเพนตากอนด้วยขีปนาวุธในวันที่ 11 กันยายนและเกี่ยวกับสถานการณ์แวดล้อมการโจมตีนี้จำเป็นจะต้องการพื้นที่ประมาณบทความนี้ อย่างไรก็ตามผมหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถเขียนต่อได้ที่นี่ ดังนั้นจากคำถามทั้งหมดที่ได้กล่าวมาผมสามารถตอบได้เพียงคำถามสุดท้าย การก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายนกระทำโดยผู้ที่ต้องการผลักดันให้สหรัฐอเมริกาพร้อมทั้งประเทศอื่นๆเข้าสู่สงครามที่น่าขันในอัฟกานิสถานและอิรัก และผู้ที่ต้องการกีดกันพลเมืองของประเทศเหล่านั้นจากเสรีภาพพลเมืองและสิทธิมนุษยชนที่เหลืออยู่ท้ายสุด ควรจะเป็นที่เข้าใจว่าไม่มีกลุ่มอัลเคอิดะห์หรือองค์กรมุสลิมอื่นใดจะมีเงินพอที่จะทำวีดีโอปลอมที่มี “เครื่องบิน” ให้แก่สื่อมวลชนสหรัฐฯ ที่จะจ้างพยานซึ่ง “เห็น” ว่าเครื่องบินอลูมิเนียมเจาะทะลุเหล็กได้อย่างไร และที่จะรื้อถอนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในเวลาเดียวกันด้วยระเบิดนิวเคลียร์ความร้อน 150 กิโลตันสามลูก ที่แต่ละลูกมีแรงระเบิดมากกว่าระเบิดที่เกาะฮิโรชิมาถึง 8 เท่า 

 

 

 

ป.ล. แบบจำลองที่มีการปลุกปั่นที่ผ่านมา…

 

 

แบบจำลองด้านล่างมาจากผู้อ่านในเว็บไซต์วิกิพีเดียเรื่องบทความการทดสอบนิวเคลียร์: 

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_weapons_testing

 

รูปจริงมาจาก:  http://en.wikipedia.org/wiki/File:Types_of_nuclear_testing.svg

 

ไฟล์รูปเดิมชื่อ: 591px-Types_of_nuclear_testing_svg.png

 

รูปนี้ไม่ได้พิมพ์อยู่ในต้นฉบับบทความในนิตยสารเน็กซุส แต่ผมชอบรูปนี้มากจนต้องเพิ่มใส่ในบทความฉบับอินเตอร์เน็ตของผม

 

 

 

 

 

 

แบบจำลองแสดงถึงระเบิดนิวเคลียร์สี่ประเภทในสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ:

 

 

1) ชั้นบรรยากาศ 2) ใต้ดิน 3) อวกาศ 4) ใต้น้ำ

 

 

ลองคิดว่าทำไมจึงวางตำแหน่ง “โครงสร้างตึกสูง” ไว้บนจุดที่มีระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน (2)? ซึ่งส่ง “คลื่น” รอบ ๆ ใช่หรือไม่?

 

 

แบบจำลองนี้เป็นแบบพื้นฐานในช่วงทศวรรษ 70 ในสมัยนั้นระเบิดนิวเคลียร์ไม่ใช่ “สิ่งชั่วร้าย” และมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ซึ่งในเวลานั้นไม่ใช่ความลับว่าระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินจะใช้เพื่อทำลายตึกสูงระฟ้า…

 

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

 

 

ดิมิตริ อเล็กเซเยวิช คาลิซอฟ อดีตชาวสหภาพโซเวียต เจ้าหน้าที่ประจำ หรือที่เรียกว่า “หน่วยรบที่ 46179” และเป็นที่รู้จักในนาม “หน่วยควบคุมพิเศษ กองกำลังหลักที่ 12 กระทรวงกลาโหม สหภาพโซเวียต”

 

หน่วยควบคุมพิเศษนี้ เป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าหน่วยสืบสวนด้านพลังงานอะตอมแห่งโซเวียต ซึ่งเป็นหน่วยสืบสวนลับ ตั้งขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อติดตามระเบิดนิวเคลียร์ (รวมไปถึงการทดลองระเบิดปรมาณูใต้ดิน) ของประเทศคู่อริต่างๆของอดีตสหภาพโซเวียต และมีจุดประสงค์เพื่อการควบคุมภายใต้การสังเกตการณ์สนธิสัญญาระหว่างประเทศ ในขอบเขตการทดลองปรมาณูเพื่อสันติ

 

หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน คาลิซอฟทำการค้นคว้าวิจัยและให้ข้อสรุปของตึกแฝด เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ว่า  เหมือนกับตึกหมายเลข 7 ของเขา ซึ่งถูกถล่มโดยระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนสามลูก และจุดที่ถูกถล่มนั้นได้รับการขนานนามอย่างเดียวกันว่า “ground zero”เช่นเดียวกับเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังให้การว่าเขารู้เกี่ยวกับการติดตั้งที่ได้รับการขนานนามว่า “ระบบทำลายฉุกเฉินพลังงานนิวเคลียร์” ของตึกแฝด ในช่วงทศวรรษ 80 ขณะที่เขาทำงานในหน่วยราชการลับของสหภาพโซเวียต

 

 

 

โปรดอ่าน:

 

ถึงผู้อ่านทุกท่าน

 

 

การทำงานวิจัยและวิดีโอประกอบไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อรวบรวมหลักฐานแล้วยังต้องต่อสู้กับหน่วยสืบราชการลับต่าง ๆ ซึ่งต้องการขัดขวางงานนี้ทุกรูปแบบ จึงทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย...

 

 

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการเผยแพร่บทความและแปลเป็นภาษาต่าง ๆ

 

 

ด้วยความมานะพยายามเพื่อให้ทุกคนได้รู้ความจริงในเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและเหลือเชื่อที่สุดในศตวรรษที่ 21 – 9/11 ซึ่งไม่มีสิ่งใดที่สามารถเปรียบเทียบกับความรู้ที่ได้รับโดยไม่ต้องจ่ายเงิน

 

 

อย่างไรก็ดี บทความวิจัยนี้ฟรีสำหรับท่าน แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่ ผมต้องจ่ายเงินเพื่อนำเสนอข้อมูล ผมหวังว่าจะมีเงินพอเพื่อจ้างแปลหนังสือเป็นภาษาไทยทั้งหมดประมาณ 1200 หน้า แต่ผมยังไม่มีเงินจำนวนมากขนาดนั้น …

 

 

หากท่านต้องการแสดงความขอบคุณหรือสนับสนุนให้ผมมีความมุมานะพยายามต่อไปหรือทั้งสองกรณี โปรดพิจารณาให้การสนับสนุนบริจาคเงิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อดำเนินการต่อไป ในการบริจาคเงิน ท่านจะมั่นใจได้ว่าท่านช่วยสนับสนุนให้เปิดเผยความจริง

 

 

ท่านสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในกรุงเทพฯ ประเทศไทย:

 

 

 

 

Bank: ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

สาขา: เซ็นทรัลพระราม 3 กรุงเทพฯ

 

เลขที่บัญชี:   768-0-10622-3

 

Account Name:  ดิมิตริ เอ. คาลิซอฟ หรือภาษาอังกฤษ MR. DMITRI KHALEZOV

                                                                                    DiMITRI

[โปรดสังเกตุว่าชื่อต้นไม่ได้สะกด “Dimitri” แต่เป็น “Dmitri” โดยไม่มีตัว “i” และไม่มีชื่อรอง]

 

--------------------

 

หากบัญชีดังกล่าวข้างต้นถูกทางการปิดบัญชี ท่านจะได้รับแจ้งให้ทราบและจะมีข้อมูลบัญชีธนาคารใหม่เพื่อรับเงินบริจาคทางเว็บไซต์ www.911thology.com หรือ www.911thology.co หรือสามารถติดต่อผมโดยตรงเพื่อสอบถามข้อมูลบัญชี

 

 

สำหรับผู้ที่ต้องการส่งเช็ค ที่อยู่ไปรษณีย์คือ: 

 

 

 Mr. Dmitri Khalezov  [โปรดสังเกตุว่าชื่อ “Dmitri” ไม่มี “i” ระหว่าง “d” และ “m”]

 ตู้ ป.ณ. 36

 ยานนาวา

 กรุงเทพฯ

 ประเทศไทย 10120

 

 

หากท่านใช้ Bitcoin กระเป๋าเงินของผมคือ:  1L4VE5ED5k1RS56i9wg4QDE3ehurHFNz3F 

 

 

ผมกำลังมองหาคนไทย (ซึ่งสามารถพูดภาษาอังกฤษได้) เพื่อช่วยดูแลเว็บฟอรั่มในเรื่องนี้ ซึ่งผมต้องการที่จะใช้ที่อยู่เว็บนี้: http://www.911thology-thai.com             

 

 

ท่านสามารถติดต่อผม หากท่านมีข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนหรือเสนอความร่วมมือ

 

โทรศัพท์ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย:       

    

+6681-2492233     และ      +6681-4403337                                                                                                    

   081-2492233                   081-4403337

 

 

เวลาที่สะดวกในการติดต่อทางโทรศัพท์: 8.00  –  21.00 เวลากรุงเทพฯ (+7 เวลามาตรฐานกรีนิช)

โปรดสังเกตว่าโทรศัพท์หมายเลข +6685-1230760 และ +6681-1333644 ซึ่งเคยแสดงบนเว็บไซต์นั้นยังคงใช้งานอยู่ แต่ปัจจุบันสงวนไว้เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวโดยเฉพาะ

 

 

ท่านยังสามารถติดต่อผมได้ทาง:

 

www.dkhalezov.com  หรือ:  www.911thology.com  หรือ:  www.911thology.co

 

 

หากท่านต้องการสนับสนุนด้วยเงินบริจาค ช่วยเผยแพร่ข้อมูล หรือแปลบทความนี้ โปรดติดต่อข้าพเจ้าได้เช่นกัน ข้อมูลในการติดต่อข้าพเจ้าสามารถดูได้จาก

 

www.dkhalezov.com หรือ www.911thology.com หรือ www.911thology.co  

 

[โปรดสังเกตุว่าการเข้าเว็บไซต์ในบางประเทศอาจถูกตำรวจบล็อค แต่สามารถเข้าโดยผ่านพร็อกซี่บางประเทศได้]

 

ในบางกรณีอาจใช้วิธีการติดต่อโดยเข้ารหัสในเครือข่าย CipherWall โปรดดู www.dkhalezov.com (หน้าข้อมูลติดต่อ) เพื่อดูรายละเอียดการใช้โปรแกรมนี้

 

 

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับการสนับสนุนของท่าน

 

 

ผมขอขอบคุณหากท่านช่วยเผยแพร่บทความนี้ โดยทำสำเนาและส่งให้ผู้อื่นอ่านต่อ อัปโหลดทางอินเตอร์เน็ตและทำเป็นดีวีดี ส่งให้แก่วุฒิสภา ส่งให้แก่ผู้รับผิดชอบ Ground Zero ส่งให้แก่ผู้เช่าสำนักงานในพื้นที่รอบ Ground Zero และผู้เช่าสำนักงานในตึกเซียร์ส ส่งให้แก่เพื่อน ๆ ส่งให้แก่ญาติพี่น้อง และส่งให้แก่ทุกคน และร้องขอให้ผู้อื่นทำอย่างเดียวกัน และส่งให้ผู้อื่นอ่านต่อเช่นกัน ประชาชนต้องรู้ความจริง เมื่อพลเมืองสหรัฐทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ รัฐบาลสหรัฐจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับความจริงในที่สุด และลงโทษผู้ที่มีความผิดในเหตุการณ์ 9/11 ท่านมีโอกาสได้รับเสรีภาพของพลเมืองกลับคืน ซึ่งท่านถูกยึดไปจากเหตุการณ์ 9/11 และสงครามกับ “ความหวาดกลัว”…

 

 

ส่งบทความนี้ไปให้ผู้อื่นอ่านและท่านจะเห็นการตอบรับจากผู้อื่นในลักษณะเดียวกัน:

 

 

 

 

 

ข้อความในตู้โทรศัพท์เขียนว่า: “9-11 อาชญากรรมโดยคนใน! นิวเคลียร์เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์!”

 

 

 

 

คำอธิบายข้อความ:

 

 

[1] Lombardie, Kristen: “Death by Dust” (ความตายจากฝุ่น) ทาง VillageVoice.com:

http://www.villagevoice.com/news/0648,lombardi,75156,2.html

 

2 Ibid, S5.

 

3 เรื่องเกี่ยวกับนายจอห์น วัลคอตต์ ผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายไขกระดูกได้รับการเผยแพร่ไว้ที่นี่:

http://nypost.com/2007/12/17/911-hero-meets-his-cell-mate/   

และอีกเรื่องที่น่าตกใจได้รับการเผยแพร่ไว้ที่นี่:

http://abcnews.go.com/US/Story?id=2408066&page=1

 

4 Rodrick, Steven: “Rudy Tuesday” (รูดี้ในวันอังคาร) จาก NYmag.com 25.02.07:

http://nymag.com/news/features/28517/

 

 

 

TO HOME PAGE

 

TO SEE THIS ARTICLE IN ENGLISH GO TO THIS PAGE:

http://www.911thology.com/nexus1.html

 

TO SEE THIS ARTICLE IN ARABIC GO TO THIS PAGE:

http://www.911thology-arabic.com/nexus1.html

 

 

 

ลิงค์เพิ่มเติมอื่น ๆ:

 

ข้อมูลล่าสุด (รวมทั้งข้อมูลบทความที่ตีพิมพ์ล่าสุด ข้อมูลการติดต่อผู้เขียน และข้อมูลเรื่องการบริจาค)

[โปรดสังเกตุว่าการเข้าเว็บไซต์ในบางประเทศอาจถูกตำรวจบล็อค แต่สามารถเข้าโดยผ่านพร็อกซี่บางประเทศได้]:

 

http://www.dkhalezov.com               

http://www.911thology.com         

http://www.911thology.co                             

http://www.911thology.org               

http://www.911thology.net           

http://www.911thology.info          

http://www.911thology.biz               

http://www.911thology.ru             

http://www.911thology.de            

http://www.911thology.fr                  

http://www.911thology.es           

http://www.911thology.it

http://www.911thology.pl    

http://www.911thology-arabic.com  

http://www.911thology-farsi.com  

http://www.911thology-turkish.com 

http://www.911thology-thai.com

 

 

 

        

ดาวน์โหลดวิดีโอและไฟล์อื่น ๆ:         http://911-truth.net

 

 

ทางยูทูบ:                              http://www.youtube.com/user/DimitriKhalezov

 

 

บทความที่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาอาหรับในรูปแบบ MS Word และ PDF สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์ต่อไปนี้:

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_English.doc 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_English.pdf

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_English_pictures_used.zip 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Thai.doc 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Thai.pdf 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Thai_pictures_used.zip 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Arabic.doc 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Arabic.pdf 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Arabic_pictures_used.zip 

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Spanish.doc  

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_Spanish.pdf

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_French.doc  

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NEXUS_magazine_French.pdf

http://www.911-truth.net/11th_of_September-the_Third_Truth_NE